วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567

แนะนำตัว (ประวัติผู้ศึกษา)

 






การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก

การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก 


    สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย (Documentation for Young Children) คืออะไร ❓
👉 คือ การจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วยค่ะ
    สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัยนั้นสำคัญมากๆเลยค่ะ เพราะจะสะท้อนถึงพัฒนาการในด้านต่างๆ ของเด็กแต่ละคร
การจัดทำสารนิทัศน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งมีหลายรูปแบบ ได้แก่
✨พอร์ตโฟลิโอสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทำกิจกรรม
✨การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ
✨การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น เป็นต้น
✨การสะท้อนตนเองของเด็ก เป็นคำพูดหรือข้อความที่สะท้อนความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกจากการสนทนา การอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทำกิจกรรม ซึ่งอาจบันทึกด้วยแถบบันทึกเสียงหรือแถบบันทึกภาพ
✨ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม ที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ ความสามารถ ทักษะจิตนิสัยของเด็ก โดยจะแบ่งเป็น
    หลักฐานการสอนเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็ก เช่น ผลงานภาษาเขียน รายชื่อหนังสือ ผลงานที่เป็นสัญลักษณ์สื่อความคิดที่เรียบเรียงได้ ผลงานศิลปะและหัตถกรรมของเด็ก



        หลักฐานเกี่ยวกับการสอนของครู ได้แก่ แผนการสอนของครูและบันทึกการสังเกตการณ์การสอนของอาจารย์นิเทศ บันทึกความคิดเห็นและความรู้สึกเกี่ยวกับการสอนแต่ละครั้ง ตัวอย่างสื่อ ภาพถ่ายและวีดิทัศน์แสดงการสอนและการจัดสภาพแวดล้อม ฯลฯ รายการต่างๆจะถูกรวบรวมไว้ในพอร์ตโฟลิโอซึ่งครูฝึกสอนและอาจารย์นิเทศจะใช้วิเคราะห์ด้วยกันเพื่อปรับปรุงการสอนครั้งต่อไป

การใช้แฟ้มสะสมผลงานเด็ก

 การใช้แฟ้มสะสมผลงานเด็ก

         แฟ้มสะสมผลงานสามารถใช้ในจุดมุ่งหมายต่าง ๆ ในชั้นเรียน เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างดี เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของผู้เรียนในทุกระยะที่มีการเรียนการสอน เนื่องจากแฟ้มสะสมผลงานเป็นแหล่งรวมผลงานของนักเรียนทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ช่วยให้กำกับพัฒนาการทางการเรียนของผู้เรียน และผู้เรียนใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินตนเอง ดังนั้นแฟ้มสะสมผลงาน จึงเป็นวิธีการที่ใช้ประเมิน
          แฟ้มสะสมผลงานสามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ 
            1) แฟ้มสะสมงานที่ดีที่สุด มุ่งเน้นการนำเสนอเพื่อการประเมินผลผลิตขั้นสุดท้ายที่ดีที่สุด ผู้เรียนจะต้องสร้างสรรค์แฟ้มสะสมผลงานที่ดีที่สุด เพื่อประเมินตามรายวิชาหรือเพื่อรับรองหรือจัดลำดับชั้นเรียน 
            2) แฟ้มสะสมงานที่แสดงความก้าวหน้าของผู้เรียน โดยผู้เรียนต้องมีผลงานในช่วงเวลาต่าง ๆ ที่แสดงถึงความก้าวหน้า ดังนั้นแฟ้มสะสมผลงานในลักษณะนี้ จึงสนใจขั้นตอนการทำผลงาน ซึ่งแนวทางในการจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน มีดังนี้
          1. กำหนดวัตถุประสงค์ของแฟ้มสะสมผลงาน ต้องการสะท้อนความก้าวหน้าและความสำเร็จของผู้เรียนในเรื่องใดด้านใด อาจพิจารณาจากตัวชี้วัด/มาตรฐานการเรียนรู้ รายวิชา กลุ่มสาระการเรียนรู้ และระดับเป็นตัวตั้ง
          2. วางแผนการจัดทำแฟ้มสะสมผลงานที่เน้นการจัดทำชิ้นงาน กำหนดเวลาของการจัดทำแฟ้มสะสมงาน และเกณฑ์การประเมิน โดยผู้เรียนและผู้สอนอาจกำหนดร่วมกันก่อนเริ่มการจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน
          3. จัดทำแผนการจัดทำแฟ้มสะสมงาน และดำเนินการตามแผนที่กำหนด ผู้เรียนมีบทบาทเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้ให้ข้อเสนอแนะ
          4. ประเมินชิ้นงานเพื่อการพัฒนาและปรับปรุง การประเมินนี้ควรมีลักษณะประเมินแบบมีส่วนร่วม และเปิดโอกาสให้ผู้เรียน เพื่อน ผู้สอน และผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการประเมิน
          5. คัดเลือกชิ้นงาน ประเมินชิ้นงานตามเงื่อนไขที่ผู้สอนและผู้เรียร่วมกันกำหนด และดำเนินการคัดเลือกชิ้นงานเป็นระยะ
          6. นำชิ้นงานที่คัดเลือกแล้วจัดทำเป็นแฟ้มที่สมบูรณ์ ประกอบด้วยหน้าปก คำนำ สารบัญ ชิ้นงาน แบบประเมินแฟ้มสะสมผลงาน และเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
          7. สะท้อนความรู้สึกและความคิดเห็นต่อชิ้นงานหรือแฟ้มสะสมผลงานนั้น   โดยผู้เรียนอาจเขียนได้อย่างอิสระหรือผู้สอนอาจเป็นผู้กำหนดกรอบการสะท้อนตามวัตถุประสงค์
          8. จัดแสดงแฟ้มสะสมงานและชิ้นงานของผู้เรียนเมื่อสิ้นภาคเรียน/ปีการศึกษา หรือในโอกาสต่าง ๆ
          การประเมินแฟ้มสะสมผลงาน ต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ในการจัดทำแฟ้มสะสมผลงานเป็นหลัก เพื่อกำหนดเกณฑ์การประเมินแฟ้มสะสมผลงานที่เหมาะสม


วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567

การใช้แบบทดสอบ (Test)

 การใช้แบบทดสอบ (Test)

          การใช้แบบทดสอบเป็นการทดสอบเพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ ( รูปภาพ ) มาถาม แล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆ กันทั้งนี้เพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆ เช่น แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านภาษา แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา แบบทดสอบประเมินด้านการสังคมแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
            1. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ
            2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ
            3. ความเชื่อถือได้ ( Reliability ) และความเที่ยงตรง ( Validity ) ของแบบทดสอบ
            4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
            5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้
ประเภทของแบบทดสอบ
แบบทดสอบในระดับปฐมวัยแบ่ง ออกเป็น 2 แบบ
            1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น ( Teacher – made )
            2. แบบทดสอบมาตรฐาน ( Standardized test )
ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย
            1. ถ้าจำเป็นต้องใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูจำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบนั้นๆ
            2. ครูต้องพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้ มีความเชื่อถือได้( Reliability ) และความเที่ยง ( Validity )
            3. ครูต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องมือในการประเมินผลพัฒนาการเด็กต้องใช้เครื่องมืออื่นๆด้วย
            4. ครูต้องตระหนักว่าแบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ของหลักสูตรในชั้นเรียนของตนได้
            5. กระบวนการประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียว
            6. ความรับผิดชอบประการหนึ่งของครูและผู้บริหารโรงเรียน คือการให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอน และการตีความผลของการสอบ
การใช้แบบบันทึกการประเมินผลพัฒนาการ ( Checklists )
            เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้นครูประจำชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร หลังจากนั้นนำมาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก
            การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการจะได้ผลดีที่สุด ถ้ามีการใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการช่วยประหยัดเวลาครูได้ แต่ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการเพียงอย่างเดียว ครูอาจไม่ทราบถึงรายละเอียดของพฤติกรรม พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก
ข้อควรระมัดระวัง
            ครูมีแนวโน้มที่จะเช็คพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของเด็กให้อยู่ในช่วงกลางๆ มากกว่าที่จะเป็นช่วงต่ำสุด หรือสูงสุด

 

 ที่มา https://shorturl.asia/zh7K8

การทำสังคมมิติ (Sociogram)

 การทำสังคมมิติ (Sociogram)

            เป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม

วิธีการ

            1. การประเมินแบบสังคมมิติมีวิธีการ ๒ วิธี

               1.1 การทายลักษณะ

               1.2 การสร้างภาพทางสังคม

ตัวอย่าง 




 ที่มาของเนื้อหา https://shorturl.asia/zh7K8

           ที่มาของสังคมมิติ : นางสาวนัทรินทร์ โพธิไทร 26/ก.ค./2566
ข้อมูลเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2/6 โรงเรียนวาณิชย์นุกูล


การเขียนบันทึก (Journal)

 การเขียนบันทึก (Journal)

1. เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ในบางครั้งการเขียนบันทึกอาจเน้นเฉพาะ

2. เด็กรายที่ต้องการศึกษา หรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ การเขียนบันทึกจะไม่เป็นทางการเท่ากับ

3. การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กในชั้นเรียน

ข้อดีของการเขียนบันทึก

            1. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การสอนของตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ครูตระหนักในหลักสูตรและการสอนของตนเอง

            2. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคล ทำให้ครูเข้าใจเด็กที่สอนมากขึ้น

            3. ครูทราบรายละเอียดและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนมากขึ้น

ข้อจำกัด

         ต้องใช้เวลาในการเขียนบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งบางครั้งครู ไม่มีเวลาในการบันทึก


 

 ที่มา https://shorturl.asia/zh7K8

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ/ มาตราส่วนประมาณค่า / แบบสำรวจรายการ (Checklists)

 การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ/ มาตราส่วนประมาณค่า / แบบสำรวจรายการ
(Checklists)

            หมายถึง ความรู้ความเข้าใจของครูที่มีต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ ความสนใจและความต้องการของ เด็กแต่ละคน การประเมินผลถือเป็นกระบวนการที่สำคัญและจำเป็นมากในการจัดการเรียนการสอน

จุดมุ่งหมายการประเมินผลพัฒนาการ

          1. อธิบายสภาพพัฒนาการ และความพร้อมในการเรียนของเด็ก

          2. เพื่อหาข้อมูลไปใช้กำหนดแนวทางในการพัฒนาเด็ก

วัตถุประสงค์ของการประเมินผลพัฒนาการ

          1. การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัยเกิดขึ้นเนื่องจากความ ต้องการที่จะเข้าใจพัฒนาการและความก้าวหน้าของเด็กปฐมวัย

                        1.1 พัฒนาการและความก้าวหน้าของเด็ก ในแต่ละ ช่วงเวลา

                        1.2 ความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของเด็กเกิดขึ้น อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

                        1.3 บทบาทและสถานภาพในกลุ่มของเด็ก

            2. ข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัยจะมีประโยชน์ในการวางแผนการเรียนการสอนและการสอนและการตัดสินใจต่างๆ ที่มีผลต่อเด็กปฐมวัย

            3. การประเมินผลเด็กปฐมวัยจะช่วยให้ทราบถึง เด็กซึ่งอาจต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ

            4. การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัยมีจุดประสงค์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กโดยมีการรายงานผลและสื่อสารให้พ่อแม่ ผู้ปกครองและบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ การบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบมีความต่อเนื่องและสม่ำเสมอ และข้อมูลไม่ควรมาจากความคาดหวังของครู หรือข้อสรุปกว้างๆ

หลักการประเมิน

            1. การประเมินผลพัฒนาการเด็กต้องประเมินทุกด้าน

            2. การประเมินผลถือเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง

            3. ผลการประเมินเด็กแต่ละคนควรเก็บเป็นความลับ

            4. การเลือกวิธีการประเมินผลต้องเลือกให้เหมาะสม

            5. การเปรียบเทียบระดับพัฒนาการเด็กกับเกณฑ์

            6. การเปรียบเทียบระดับพัฒนาการเด็กกับเกณฑ์

            7. การเลือกพฤติกรรมที่จะประเมิน

เทคนิคการประเมินพัฒนาการเด็ก

            1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก( Observation )

            2. การสัมภาษณ์ ( Interview )

            3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก(Anecdotes )

            4. แฟ้มผลงานเด็ก ( Portfolios )

            5. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ(Checklists )

            6. การเขียนบันทึก ( Journal )

            7. การทำสังคมมิติ ( Sociogram )


 ที่มา https://shorturl.asia/zh7K8

การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)

 การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)
        การเขียนเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับตัวเด็ก จากเหตุการณ์ที่ความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก การเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียนจะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้น 
ตัวอย่างการเขียนบันทึกเกี่ยวกับเด็ก
1. กิจกรรม : กิจกรรมกลุ่มใหญ่
2. บันทึกพฤติกรรมและคำพูด : ครูนั่งที่เก้าอี้ตัวเล็กที่กลางห้อง เด็กๆทั้งหมดนั่งที่พื้นด้านหน้าของครู ครูวางหนังสือนิทานเล่มใหญ่เรื่อง แม่ไก่แดง ไว้บนที่วางหนังสือสำหรับอ่านให้เด็กฟัง
ครู : วันนี้เราจะอ่านหนังสือด้วยกันนะคะ
วิเคราะห์ :อการที่น้องโมได้ร่วมกิจกรรมกลุ่มใหญ่ทำให้น้องโมได้มีประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนๆ และครู ได้สร้างความรู้สึกว่าตัวน้องโมเองเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียน ได้เรียนรู้บทบาทของผู้นำและผู้ตาม น้องโมได้เผชิญกับประสบการณ์สำคัญหลายข้อ ได้แก่ การร้องเพลง การรับรู้ความต้องการของเพื่อนๆ การเล่าประสบการณ์ของตนเองและการสนุกกับภาษาด้วยการฟังนิทาน


ที่มา https://shorturl.asia/zh7K8

การสัมภาษณ์ (Interview)

การสัมภาษณ์ (Interview) 

                  การสัมภาษณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างครูกับเด็ก หรือระหว่างครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก การสัมภาษณ์ต่างจากการสังเกต คือ การสัมภาษณ์เปิดโอกาสให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้
สัมภาษณ์ต้องการทราบ

          หลักในการสัมภาษณ์

1. การกำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสัมภาษณ์          

2. เตรียมตัวและเตรียมเครื่องมือ          

3. ผู้สัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟังที่ดี          

4. ขั้นยุติการสัมภาษณ์

          ประเภทของการสัมภาษณ์

            1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interviews) ผู้สัมภาษณ์จะต้องเตรียมคำถามที่จะถามไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นการสะดวกต่อผู้สัมภาษณ์

            2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง หรือไม่เป็นทางการ ( Unstructured หรือ Informal Interviews ) เป็นวิธีการที่ใช้มากในการสัมภาษณ์เด็กเล็ก เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากที่มีการสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบแล้ว ครูอาจเตรียมหัวข้อที่ต้องการคุยหรือสนทนากับเด็กไว้อย่างคร่าวๆ แต่ไม่ได้จดคำถามให้เด็กตอบทีละข้อเหมือนการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ครูอาจซักถามหรือคุยกับเด็กในเรื่องที่ครอบคลุมหัวข้อที่ครูเตรียมไว้ การสัมภาษณ์แบบนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการถามคำถามและการตอบสนองต่อคำตอบของเด็ก ในขณะเดียวกันผู้สัมภาษณ์จะต้องเป็นผู้ฟังที่ดี มีการกำหนดจุดมุ่งหมาย หรือวางแผนการสัมภาษณ์มาก่อน และสามารถกระตุ้นหรือถามคำถามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เข้าสู่ประเด็น

          ข้อดีของการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง

            สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์มีอิสระมากขึ้นในการถาม ตอบและช่วยให้ครูรู้จักเด็กในชั้นของตนมากขึ้น มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ เด็กบางคนที่ขี้อายหรือพูดน้อยในชั้นเรียน อาจจะช่างพูดมากขึ้นเมื่อมีโอกาสสนทนา พูดคุยกับครูสองต่อสอง ช่วยให้ครูได้ภาพรวมของเด็กมากขึ้น และการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างควรใช้ร่วมกับเครื่องมือประเมินผลชนิดอื่นๆ

          ข้อจำกัดของการประเมินผลแบบใช้วิธีการสัมภาษณ์

1. คำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์

2. จำนวนเวลาที่ใช้ในการตอบคำถาม

3. ความไว้วางใจและความคุ้นเคยของผู้ถูกสัมภาษณ์ที่มีต่อผู้สัมภาษณ์

4. การตีความและวิเคราะห์ข้อมูล

5.การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง (Partially Structured Interviews)


        ที่มา https://shorturl.asia/zh7K8

การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)

 การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)

        👉การสังเกตพฤติกรรมเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการติดตามดูพฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออกหรือตอบสนองต่อกิจกรรมหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดและไม่ขัดจังหวะการเรียนรู้ การทำงาน หรือการคิดของผู้เรียน โดยอาศัยประสาทสัมผัสและการรับรู้ของผู้สังเกต และทำการสังเกตอย่างมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่าต้องการสังเกตอะไรและประเด็นใด เพื่อทำความเข้าใจถึงการกระทำ (Acts) และพฤติกรรมของนักเรียนว่ามีการแสดงออกอะไรและอย่างไรบ้าง สะท้อนให้เห็นถึงแบบแผนของการกระทำหรือกิจกรรม (Activities) หรือมีเบื้องหลังของเหตุผลและวิธีการคิดอย่างไร ลักษณะและรูปแบบความสัมพันธ์ (Relationship) ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนหรือผู้เรียนกับครูผู้สอน การมีส่วนร่วม (Participation) ในพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน ความตั้งใจและความเอาใจใส่ของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนหรือการปฏิบัติกิจกรรม ตลอดจนสภาพสังคมหรือสถานที่ (Setting) ที่เป็นตัวกำหนดสภาพแวดล้อมหรือบรรยากาศทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน

        👉การสังเกตสามารถแบ่งได้หลายประเภทตามเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น รูปแบบของการสังเกต ที่ผู้สังเกตสามารถกำหนดโครงสร้างหรือพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตไว้อย่างชัดเจนทั้งประเด็นหลักและประเด็นรอง หรือการสังเกตแบบไม่มีโครงสร้างที่เป็นการสังเกตแบบปลายเปิดที่มิได้เจาะจงประเด็นใดประเด็นหนึ่ง การมีส่วนร่วมของผู้สังเกต โดยผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมเหตุการณ์นั้น ๆ หรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ต้องการสังเกต หรือผู้สังเกตแยกตัวออกจากผู้ถูกสังเกตโดยไม่เข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมเหตุการณ์ แต่เป็นเพียงบุคคลภายนอกที่ทำการสังเกตพฤติกรรมโดยมิให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัวว่ากำลังถูกสังเกตพฤติกรรม วิธีการสังเกต ที่ผู้สังเกตทำการสังเกตพฤติกรรมได้โดยตรงจากสภาพการณ์หรือสถานการณ์จริง หรือเป็นการสังเกตทางอ้อมที่ได้จากการสังเกตหลักฐานหรือร่องรอยอื่น ๆ หรือการศึกษาเอกสาร ที่ช่วยสะท้อนถึงพฤติกรรมที่ต้องการ

        👉ในการสังเกตผู้สังเกตต้องเตรียมความพร้อมก่อนที่จะทำการสังเกต ทำความเข้าใจถึงรายละเอียดของประเด็นที่ต้องการสังเกตอย่างครบถ้วน วางแผนเพื่อกำหนดวิธีการที่เหมาะสม ไม่ควรสังเกตหลายด้าน หลายคุณลักษณะพร้อม ๆ กัน อย่างไรก็ตามผลที่ได้จากการสังเกตควรมีวิธีการตรวจสอบความเชื่อมั่น เพื่อให้ผลการสังเกตที่ได้มีความน่าเชื่อถือ สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเสริมหรือเพิ่มเติมข้อค้นพบที่มีอยู่ รวมถึงสนับสนุนหรือหักล้างข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมด้วยวิธีอื่น เช่น การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม เป็นต้น นอกจากนี้ผู้สังเกตสามารถใช้เครื่องมือเพื่อช่วยในการสังเกต เช่น แบบบันทึกการสังเกต แบบประเมิน แบบตรวจสอบรายการ สมุดจดบันทึก กล้องถ่ายรูป เครื่องบันทึกเสียง เครื่องถ่ายวิดีโอ เป็นต้น เพื่อบันทึกผลทันทีในขณะที่สังเกตเพื่อป้องกันการลืมหรือการได้รับอิทธิพลจากการสังเกตภายหลัง

ตัวอย่าง แบบสังเกต👇

ตัวอย่าง แบบสังเกตในลักษณะแบบตรวจสอบรายการ👇

ที่มา https://shorturl.asia/I94Ni

เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)


2. การสัมภาษณ์ (Interview)


3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)


4. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ/ มาตราส่วนประมาณค่า / แบบสำรวจรายการ (Checklists)


5. การเขียนบันทึก (Journal)


6. การทำสังคมมิติ (Sociogram)


7. การใช้แบบทดสอบ (Test)

8. การใช้แฟ้มสะสมผลงานเด็ก

          9. การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก