วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

 

การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

        การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินพัฒนาการด้านหนึ่งของเด็กปฐมวัยเพื่อ ศึกษาความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม หรือพัฒนาการด้านสติปัญญา (cognitive development)ของเด็กปฐมวัย เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถด้านความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวและความสัมพันธ์ระหว่างตนเอง กับปรากฏการณ์และสิ่งต่างๆ ซึ่งทำให้บุคคลสามารถปรับสร้างทักษะใหม่เพิ่มขึ้นจากความเข้าใจ และทักษะเดิมมาใช้ในการแก้ปัญหาได้ การประเมินระดับพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย สามารถปฏิบัติได้โดยใช้วิธีสังเกตจากพฤติกรรม เช่น การแก้ปัญหาและการปรับตัว ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหว การใช้มือหรือการติดต่อสื่อสารด้วยการพูด เขียนหรือวาดอย่างเป็นขั้นตอน แล้วนำผลมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน (นิตยา คชภักดี 2543: 1, 31)

ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

          1) เป็นแนวทางการเสริมสร้างพัฒนาการและการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กตามวัยและ
ศักยภาพของเด็กแต่ละคน
          2) สามารถนำผลมาพัฒนาและปรับปรุงพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยให้มีความ
ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
          3) เป็นการวัดความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้ที่สามารถใช้เป็นแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัย
ทั้งปัจจุบันและอนาคต
          4) สามารถทราบได้ว่าเด็กแต่ละคนมีความรู้ ความสามารถอย่างไร และจะช่วยให้ผู้สอนสามารถ
นำไปวางแผนและจัดการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้ประสบผลสำเร็วหรืออาจนำไปแก้ไขพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กที่บกพร่องหรือล่าช้าได้ตั้งแต่แรกเริ่ม
          5) สามารถช่วยให้เด็กได้รับการส่งเสริมและพัฒนาพฤติกรรมที่ปรากฏได้อย่างรวดเร็ว หากเลย
ช่วงวัยนี้แล้วการพัฒนาของเด็กอาจเป็นไปอย่างล่าช้า

ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

          การอธิบายความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย จำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยว่าเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถทางสติปัญญา ดังที่มีการอธิบายว่า พฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องกับความสามารถทางภาษาในด้านความเข้าใจภาษาความสามารถด้านตัวเลข ความสามารถใน ด้านการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ความสามารถด้านความจำ ความสามารถในการสังเกต และความสามารถทางมิติสัมพันธ์

ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

          เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและมีความพร้อมสำหรับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา สำหรับพฤติกรรม ด้านสติปัญญาซึ่งเป็นพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองของเด็กปฐมวัยที่อยู่ในช่วงที่มีการพัฒนาสูงสุดซึ่งเรียกว่า ช่วงเวลาที่หน้าต่างแห่งโอกาสเปิด (windows of opportunity) คือระยะเวลาที่มีการเจริญเติบโตและเรียนรู้ได้ง่ายและรวดเร็ว 

วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย

     1. การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างที่ชัดเจน เช่น แบบทดสอบพฤติกรรมการแก้ปัญหา แบบทดสอบความสามารถในการใช้ภาษา และแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น แบบทดสอบเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการในการสร้าง พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพก่อนการนำไปใช้
          2. การสังเกต เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันในการจัดการศึกษาปฐมวัย ที่สามารถนำมาใช้ในการสังเกตพฤติกรรมการคิดของเด็กทั้งในขณะที่เด็กเล่น และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ระหว่างกิจกรรมในชั้นเรียนหรือกิจกรรมประจำวันโดยระบุพฤติกรรมการคิดที่ต้องการสังเกต ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตเป็นการสะท้อนพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกและสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการแนะนำการออกแบบหลักสูตร การวางแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อการเสริมสร้างพฤติกรรมการคิดได้ตรงตามสภาพจริง
          3. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการประเมินที่เป็นการให้ข้อมูลโดยบุคคล เช่น เด็ก ครู ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็ก การสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับการได้รับความคิดเห็นที่หลากหลายซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเด็ก
          4. การประเมินจากผลงานเด็ก เป็นการให้ข้อมูลที่มั่นใจได้เกี่ยวกับพฤติกรรมการคิดของเด็ก ที่แสดงออกระหว่างการทำงานผลงานของเด็กมักถูกนำไปใส่ในพอร์ตโฟลิโอ ตลอดรวมถึงผลการสังเกตภาพถ่าย ผลการสัมภาษณ์ที่เรียบเรียงแล้ว และแหล่งข้อมูล่สำหรับการประเมินอื่นๆ

การประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย

          ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเรียนรู้ เด็กสามารถสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้ภาษาที่ประกอบด้วย การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน พัฒนาการทางภาษา เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ใช้ในการสื่อสารและเป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้ทำนายความสามารถทางสติปัญญาในอนาคตของเด็กได้ ภาษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การรับรู้หรือเข้าใจภาษา (receptive language) หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจภาษาที่ผู้อื่น สื่อสารด้วย และการสื่อสารภาษา (expressive language) หมายถึง ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร กับผู้อื่น

วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย

        1. การสังเกตพฤติกรรมด้านภาษาเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กในสภาพจริงในขณะที่เด็กปฏิบัติกิจกรรมประจำวันหรือกิจกรรมการเล่น โดยครูเป็นผู้จดบันทึกและอธิบายพฤติกรรม ด้านภาษา ของเด็กที่เกิดขึ้น การประเมินโดยการสังเกต่เป็นประจำและต่อเนื่อง ช่วยให้สามารถเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการเจริญเติบโตทางภาษาของเด็กได้อย่างรวดเร็วที่สามารถนำผลการประเมินมาใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและการจัดการเรียนรู้ของครู 
        2. การศึกษาผลงานทางภาษา ผลงานของเด็กเป็นหลักฐานที่สามารถสะท้อนพฤติกรรมความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินจากผลงานที่เด็กปฏิบัติกิจกรรม ในขณะที่ได้รับประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นลักษณะของการประเมินตามสภาพจริง การศึกษาผลงานของเด็กต้องมีการประเมินหลายครั้ง เพื่อ รวบรวมผลงานและบันทึกพฤติกรรมจากผลงานของเด็กอย่างต่อเนื่องที่แสดงให้เห็นร่องรอยของพัฒนาการที่มีความ ก้าวหน้าเป็นระยะ การศึกษาผลงานของเด็กมีความสอดคล้องกับแนวทางการประเมินพฤติกรรมทางภาษาของเด็กใน ด้านการเขียนโดยเฉพาะผลงานของเด็กที่เกิดจากการวาดภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่เด็กได้ปฏิบัติเป็นประจำ
      3. การใช้พอร์ตโฟลิโอ พอร์ตโฟลิโอเป็นวิธีการประเมินอย่างหนึ่งที่สามารถสะท้อนความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านภาษา เนื้องจากพอร์ตโฟลิโอเป็นการประเมินที่เห็นร่องรอย เพื่อสรุปและอ้างถึงการเจริญเติบโตและ พัฒนาการของเด็กที่โดดเด่น และเป็นการให้ข้อมูลการเรียนรู้ที่แสดงถึงทักษะที่จำเป็นสำหรับครูในการพัฒนาเด็กและการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถประเมินพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัยด้วยการจัดทำพอร์ตโฟลิโอ
        4. การใช้แบบทดสอบพฤติกรรมทางภาษาเป็นวิธีการประเมินเพื่อต้องการศึกษาพฤติกรรมหรือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจง และมีกระบวนการในการสร้างแบบทดสอบที่ต้องได้รับการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น แบบทดสอบการมองเห็นการรับรู้ และแสดงออกท่างภาษา แบบทดสอบความสามารถในการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน

 การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย

       การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย เป็นช่วงวัยที่มีความเหมาะสม เนื่องจากเด็กวัยนี้เป็นวัยสำคัญของการพัฒนาสมองด้านการคิด ดังคำอธิบายว่าสมองของเด็กวัยอนุบาลมีการเพิ่มขนาดและจำนวนของแขนงประสาทเดนไดรต์ (dendrites) ในเนื้อสมองที่อยู่ ณ ผิวสมองหรือคอร์เทกซ์ (cortex) และการที่ระบบประสานข้อมูลเริ่มพัฒนาขึ้น กล่าวคือ มีการสร้างไมอิลิน (myelination) ในเนื้อสมองส่วนใต้เปลือกสมอง (subcortex) และโดยเฉพาะในส่วนที่เรียกว่า คอร์ปัสแคลโลซัม (corpus callosun) ทำให้มีการทำงานที่ประสานกันมากขึ้น ดีขึ้น ในระบบ รับความรู้สึก (sensory) กับระบบควบคุมการเคลื่อนไหว (motor) ทำให้สมองพร้อมรับการสำรวจ ทำความรู้จักโลกสมองจดจำและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ต่างๆ จากอายตนะ และสร้างความสัมพันธ์กับระบบภาษา สมอง พัฒนาความคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับแบบรูป (pattern) ง่ายๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อเนื่องมาจากวัยก่อนอนุบาล และเป็น พื้นฐานของการพัฒนาความคิดวิเคราะห์ที่ซับซ้อนต่อไป

การสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดผ่านการจัดกิจกรรม

        1. กิจกรรมคณิตศาสตร์ การจัดกิจกรรมคณิตศาสตร์เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิด มีดังนี้
              1.1 ส่งเสริมให้เด็กได้สำรวจ ให้เหตุผล และคิดแก้ปัญหามากกว่าการเรียน โดยการจำกฎเกณฑ์ต่างๆ
ทางคณิตศาสตร์ เด็กจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ โดยการคิดด้วยตนเองและค้นหาคำตอบ ซึ่งมีความหมายสำหรับตัวเอง
              1.2 ครูต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกระตุ้นความคิดของเด็ก โดยการถามคำถาม ให้เวลาแก่เด็ก
ในการคิดทดสอบความคิดของตน
              1.3 การจัดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่สามารถจัดให้แก่เด็ก 
        2. กิจกรรมวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรรมที่สร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยเนื่องจากเป็นการจัดกิจกรรมให้เด็กได้สืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เด็กจะได้พัฒนาความสามารถในการถามคำถามเชิงวิทยาศาสตร์อย่างง่าย การลงมือค้นหาคำตอบด้วยวิธีการต่างๆ ที่เหมาะสมกับวัย เช่น การสังเกต การสอบถาม การทดลอง การจำแนกสิ่งต่างๆ โดยใช้เกณฑ์ของตนเองหรือเกณฑ์ที่ครูกำหนดขึ้น 

3. กิจกรรมศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว

           3.1 กิจกรรมศิลปะ 
               3.2 กิจกรรมดนตรี
               3.3 กิจกรรมการเคลื่อนไหว 
4. กิจกรรมทัศนศึกษากิจกรรมทัศนศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่มีความหมายต่อตนเอง และได้เห็นแง่มุมต่างๆของชีวิต การจัดกิจกรรมทัศนศึกษา ครูควรดำเนินการดังนี้
             4.1 มีการวางแผนและเตรียมการให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการไปทัศนศึกษา
             4.2 ส่งจดหมายและแบบฟอร์มตอบรับขออนุญาตผู้ปกครองพาเด็กไปทัศนศึกษาล่วงหน้า
             4.3 ไปเยี่ยมชมสถานที่ที่จะพาเด็กไปทัศนศึกษาล่วงหน้า เพื่อเก็บและรวบรวมข้อมูล
             4.4 อภิปรายพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสถานที่ที่จะไปทัศนศึกษาหรืออาจให้เด็กวางแผนร่วมกันเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการรู้จากการไปเยี่ยมชมสถานที่
             4.5 เตรียมวัสดุอุปกรณ์ เช่น สมุดจดบันทึกและวาดรูป อาหารสำหรับนำไปเลี้ยงสัตว์ และกล้องถ่ายรูป
             4.6 เตรียมคำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดและสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว และร่วมสนทนา อภิปรายและ
แสดงความคิดเห็นในหัวข้อที่เด็กสนใจ
             4.7 ระหว่างการไปทัศนศึกษา ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้หยุดพัก เพื่อสังเกต วาดรูป สอบถาม หรือ
บันทึกข้อมูลในสิ่งที่เด็กสนใจ

พัฒนาการด้านสติปัญญา (Cognitive Development)

พัฒนาการด้านสติปัญญานั้นประกอบไปด้วย ความสามารถในการจดจำ การเรียนรู้เพื่อเข้าใจสิ่งต่างๆ และการแก้ไขปัญหา ซึ่งพัฒนาการด้านสติปัญญานี้จะกลายเป็นตัวกำหนดว่าเด็กจะเติบโตมาเป็นคนที่หรือปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี สามารถเข้าใจและรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้หรือไม่
เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ และที่สำคัญกว่าก็คือคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลูกให้มีพัฒนาการด้านสติปัญญาที่ดีได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการนำกิจกรรมที่ง่ายแสนง่าย ผสมลงไปในกิจวัตรประจำวัน เท่านี้ก็เท่ากับการปลูกฝังให้ลูกมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาที่ดีได้
1. ชวนกันร้องเพลง
มาชวนเจ้าตัวน้อยร้องเพลงสนุกๆ อาจจะเป็นเพลงสั้นๆ เลือกจากเพลงที่ลูกชอบก็จะยิ่งสร้างความสนุกสนานเข้าไปใหญ่ พอนานเข้าลูกก็จะสามารถร้องเพลงยาวๆ ได้ด้วยตัวเองในที่สุด เพราะการร้องเพลงถือเป็นตัวช่วยด้านภาษา คำศัพท์ รวมไปถึงความจำอีกด้วย
2. ฝึกลูกให้นับเลขกับสิ่งของต่างๆ
การนับเลข เป็นหนึ่งใจการฝึกทักษะด้านความจำ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยวิธีการง่ายๆ ไม่ว่าจะนับของเล่น นับจำนวนของรองเท้า เสื้อผ้า หรือข้าวของต่างๆ ที่พบเห็นในบ้าน เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำได้แถมยังช่วยพัฒนาสติปัญญาของลูกอย่างมาก
3. เปิดโอกาสให้ลูกเลือกสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดโอกาสให้ลูกได้ตัดสินใจด้วยตัวเองได้ เช่น วันนี้ลูกจะกินแอปเปิ้ลหรือส้ม หรืออยากใส่เสื้อสีน้ำเงินหรือสีขาวมากกว่ากันการให้ลูกได้คิดหรือตัดสินใจเช่นนี้ จะเป็นการทำให้เขารู้สึกมีอิสระ กล้าที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น
4. ลองให้ลูกบอกเสียงของสิ่งต่างๆ
เสียงก๊อกน้ำที่ไหล ซู่ๆ เสียงนกร้อง จิ๊บๆ เวลาพูดกับเด็ก การเลียนเสียงสิ่งต่างๆ จะทำให้พวกเขามักจะหัวเราะชอบใจเสมอ เพราะว่าการสอนให้ลูกเรียนรู้และระบุเสียงจากสิ่งต่างๆ ที่พบเจอถือเป็นอีกหนึ่งในการช่วยลูกพัฒนาการด้านสติปัญญา และทำให้ลูกรู้ว่าเสียงต่างๆ ที่เขาได้ยินสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่พบเจออย่างไร

ตัวหนังสือสีแดง (เพิ่มเติม)

 

อ้างอิง

พัชรา พุ่มพชาติ.  (ม.ป.ป).  การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย.
          คณะครุศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม.

สมคิด พรมจุ้ย.  (ม.ป.ป).  เครื่องมือวัดและประเมินพฤติกรรมเด็กปฐมวัย.  คณะศึกษาศาสตร์
          มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

กระทรวงศึกษาธิการ.  (2560).  หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐สำนักวิชาการและ                     มาตรฐาน   การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.

4 กิจกรรมง่ายๆ ที่ช่วยลูกเล็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญา (Cognitive Development) ที่ดี.                                      https://aboutmom.co/uncategorized/cognitive-development/17393/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น