การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
เป็นการประเมินพัฒนาการด้านหนึ่งของเด็กปฐมวัยเพื่อ ศึกษาความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม
หรือพัฒนาการด้านสติปัญญา (cognitive
development)ของเด็กปฐมวัย
เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถด้านความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวและความสัมพันธ์ระหว่างตนเอง
กับปรากฏการณ์และสิ่งต่างๆ ซึ่งทำให้บุคคลสามารถปรับสร้างทักษะใหม่เพิ่มขึ้นจากความเข้าใจ
และทักษะเดิมมาใช้ในการแก้ปัญหาได้
การประเมินระดับพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
สามารถปฏิบัติได้โดยใช้วิธีสังเกตจากพฤติกรรม เช่น การแก้ปัญหาและการปรับตัว
ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหว การใช้มือหรือการติดต่อสื่อสารด้วยการพูด
เขียนหรือวาดอย่างเป็นขั้นตอน แล้วนำผลมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน (นิตยา
คชภักดี 2543: 1, 31)
ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
1)
เป็นแนวทางการเสริมสร้างพัฒนาการและการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กตามวัยและ
ศักยภาพของเด็กแต่ละคน
2) สามารถนำผลมาพัฒนาและปรับปรุงพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยให้มีความ
ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
3) เป็นการวัดความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้ที่สามารถใช้เป็นแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัย
ทั้งปัจจุบันและอนาคต
4)
สามารถทราบได้ว่าเด็กแต่ละคนมีความรู้ ความสามารถอย่างไร และจะช่วยให้ผู้สอนสามารถ
นำไปวางแผนและจัดการเรียนรู้
เพื่อให้เด็กได้ประสบผลสำเร็วหรืออาจนำไปแก้ไขพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กที่บกพร่องหรือล่าช้าได้ตั้งแต่แรกเริ่ม
5)
สามารถช่วยให้เด็กได้รับการส่งเสริมและพัฒนาพฤติกรรมที่ปรากฏได้อย่างรวดเร็ว
หากเลย
ช่วงวัยนี้แล้วการพัฒนาของเด็กอาจเป็นไปอย่างล่าช้า ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
การอธิบายความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
จำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยว่าเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถทางสติปัญญา
ดังที่มีการอธิบายว่า
พฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องกับความสามารถทางภาษาในด้านความเข้าใจภาษาความสามารถด้านตัวเลข
ความสามารถใน ด้านการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ
ความสามารถด้านความจำ ความสามารถในการสังเกต และความสามารถทางมิติสัมพันธ์
ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและมีความพร้อมสำหรับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย
อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา สำหรับพฤติกรรม ด้านสติปัญญาซึ่งเป็นพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองของเด็กปฐมวัยที่อยู่ในช่วงที่มีการพัฒนาสูงสุดซึ่งเรียกว่า
ช่วงเวลาที่หน้าต่างแห่งโอกาสเปิด (windows of opportunity) คือระยะเวลาที่มีการเจริญเติบโตและเรียนรู้ได้ง่ายและรวดเร็ว วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
1.
การใช้แบบทดสอบ
เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างที่ชัดเจน
เช่น แบบทดสอบพฤติกรรมการแก้ปัญหา แบบทดสอบความสามารถในการใช้ภาษา
และแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น
แบบทดสอบเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการในการสร้าง
พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพก่อนการนำไปใช้
2.
การสังเกต เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันในการจัดการศึกษาปฐมวัย
ที่สามารถนำมาใช้ในการสังเกตพฤติกรรมการคิดของเด็กทั้งในขณะที่เด็กเล่น
และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ
ระหว่างกิจกรรมในชั้นเรียนหรือกิจกรรมประจำวันโดยระบุพฤติกรรมการคิดที่ต้องการสังเกต
ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตเป็นการสะท้อนพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกและสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการแนะนำการออกแบบหลักสูตร
การวางแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อการเสริมสร้างพฤติกรรมการคิดได้ตรงตามสภาพจริง
3.
การสัมภาษณ์
เป็นวิธีการประเมินที่เป็นการให้ข้อมูลโดยบุคคล เช่น เด็ก ครู
ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็ก
การสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับการได้รับความคิดเห็นที่หลากหลายซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเด็ก
4.
การประเมินจากผลงานเด็ก
เป็นการให้ข้อมูลที่มั่นใจได้เกี่ยวกับพฤติกรรมการคิดของเด็ก
ที่แสดงออกระหว่างการทำงานผลงานของเด็กมักถูกนำไปใส่ในพอร์ตโฟลิโอ
ตลอดรวมถึงผลการสังเกตภาพถ่าย ผลการสัมภาษณ์ที่เรียบเรียงแล้ว
และแหล่งข้อมูล่สำหรับการประเมินอื่นๆการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเรียนรู้
เด็กสามารถสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้ภาษาที่ประกอบด้วย
การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน พัฒนาการทางภาษา เป็นองค์ประกอบสำคัญ
ที่ใช้ในการสื่อสารและเป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้ทำนายความสามารถทางสติปัญญาในอนาคตของเด็กได้
ภาษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การรับรู้หรือเข้าใจภาษา (receptive language) หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจภาษาที่ผู้อื่น สื่อสารด้วย
และการสื่อสารภาษา (expressive language) หมายถึง
ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร กับผู้อื่นวิธีการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
1. การสังเกตพฤติกรรมด้านภาษาเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กในสภาพจริงในขณะที่เด็กปฏิบัติกิจกรรมประจำวันหรือกิจกรรมการเล่น
โดยครูเป็นผู้จดบันทึกและอธิบายพฤติกรรม ด้านภาษา ของเด็กที่เกิดขึ้น
การประเมินโดยการสังเกต่เป็นประจำและต่อเนื่อง
ช่วยให้สามารถเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการเจริญเติบโตทางภาษาของเด็กได้อย่างรวดเร็วที่สามารถนำผลการประเมินมาใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและการจัดการเรียนรู้ของครู
2. การศึกษาผลงานทางภาษา
ผลงานของเด็กเป็นหลักฐานที่สามารถสะท้อนพฤติกรรมความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย
เป็นการประเมินจากผลงานที่เด็กปฏิบัติกิจกรรม
ในขณะที่ได้รับประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้
ซึ่งเป็นลักษณะของการประเมินตามสภาพจริง
การศึกษาผลงานของเด็กต้องมีการประเมินหลายครั้ง เพื่อ รวบรวมผลงานและบันทึกพฤติกรรมจากผลงานของเด็กอย่างต่อเนื่องที่แสดงให้เห็นร่องรอยของพัฒนาการที่มีความ
ก้าวหน้าเป็นระยะ
การศึกษาผลงานของเด็กมีความสอดคล้องกับแนวทางการประเมินพฤติกรรมทางภาษาของเด็กใน
ด้านการเขียนโดยเฉพาะผลงานของเด็กที่เกิดจากการวาดภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่เด็กได้ปฏิบัติเป็นประจำ
3. การใช้พอร์ตโฟลิโอ
พอร์ตโฟลิโอเป็นวิธีการประเมินอย่างหนึ่งที่สามารถสะท้อนความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านภาษา
เนื้องจากพอร์ตโฟลิโอเป็นการประเมินที่เห็นร่องรอย
เพื่อสรุปและอ้างถึงการเจริญเติบโตและ พัฒนาการของเด็กที่โดดเด่น
และเป็นการให้ข้อมูลการเรียนรู้ที่แสดงถึงทักษะที่จำเป็นสำหรับครูในการพัฒนาเด็กและการจัดการเรียนรู้
ผู้สอนสามารถประเมินพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัยด้วยการจัดทำพอร์ตโฟลิโอ 4. การใช้แบบทดสอบพฤติกรรมทางภาษาเป็นวิธีการประเมินเพื่อต้องการศึกษาพฤติกรรมหรือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจง
และมีกระบวนการในการสร้างแบบทดสอบที่ต้องได้รับการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นโดยผู้เชี่ยวชาญ
เช่น แบบทดสอบการมองเห็นการรับรู้ และแสดงออกท่างภาษา แบบทดสอบความสามารถในการฟัง
การพูด การอ่านและการเขียน
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
เป็นช่วงวัยที่มีความเหมาะสม เนื่องจากเด็กวัยนี้เป็นวัยสำคัญของการพัฒนาสมองด้านการคิด
ดังคำอธิบายว่าสมองของเด็กวัยอนุบาลมีการเพิ่มขนาดและจำนวนของแขนงประสาทเดนไดรต์ (dendrites) ในเนื้อสมองที่อยู่ ณ ผิวสมองหรือคอร์เทกซ์ (cortex) และการที่ระบบประสานข้อมูลเริ่มพัฒนาขึ้น กล่าวคือ มีการสร้างไมอิลิน (myelination)
ในเนื้อสมองส่วนใต้เปลือกสมอง (subcortex) และโดยเฉพาะในส่วนที่เรียกว่า
คอร์ปัสแคลโลซัม (corpus callosun) ทำให้มีการทำงานที่ประสานกันมากขึ้น
ดีขึ้น ในระบบ รับความรู้สึก (sensory) กับระบบควบคุมการเคลื่อนไหว
(motor) ทำให้สมองพร้อมรับการสำรวจ
ทำความรู้จักโลกสมองจดจำและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ต่างๆ จากอายตนะ
และสร้างความสัมพันธ์กับระบบภาษา สมอง พัฒนาความคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับแบบรูป (pattern)
ง่ายๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อเนื่องมาจากวัยก่อนอนุบาล และเป็น
พื้นฐานของการพัฒนาความคิดวิเคราะห์ที่ซับซ้อนต่อไปการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดผ่านการจัดกิจกรรม
1. กิจกรรมคณิตศาสตร์
การจัดกิจกรรมคณิตศาสตร์เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิด มีดังนี้
1.1 ส่งเสริมให้เด็กได้สำรวจ
ให้เหตุผล และคิดแก้ปัญหามากกว่าการเรียน โดยการจำกฎเกณฑ์ต่างๆ
ทางคณิตศาสตร์
เด็กจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ โดยการคิดด้วยตนเองและค้นหาคำตอบ
ซึ่งมีความหมายสำหรับตัวเอง
1.2
ครูต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกระตุ้นความคิดของเด็ก โดยการถามคำถาม
ให้เวลาแก่เด็ก
ในการคิดทดสอบความคิดของตน
1.3
การจัดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่สามารถจัดให้แก่เด็ก
2. กิจกรรมวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
เป็นกิจกรรมที่สร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยเนื่องจากเป็นการจัดกิจกรรมให้เด็กได้สืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
เด็กจะได้พัฒนาความสามารถในการถามคำถามเชิงวิทยาศาสตร์อย่างง่าย
การลงมือค้นหาคำตอบด้วยวิธีการต่างๆ ที่เหมาะสมกับวัย เช่น การสังเกต การสอบถาม
การทดลอง การจำแนกสิ่งต่างๆ โดยใช้เกณฑ์ของตนเองหรือเกณฑ์ที่ครูกำหนดขึ้น
3. กิจกรรมศิลปะ
ดนตรี และการเคลื่อนไหว
3.1
กิจกรรมศิลปะ 3.2 กิจกรรมดนตรี
3.3
กิจกรรมการเคลื่อนไหว 4. กิจกรรมทัศนศึกษากิจกรรมทัศนศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย
เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่มีความหมายต่อตนเอง
และได้เห็นแง่มุมต่างๆของชีวิต การจัดกิจกรรมทัศนศึกษา ครูควรดำเนินการดังนี้
4.1
มีการวางแผนและเตรียมการให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการไปทัศนศึกษา
4.2
ส่งจดหมายและแบบฟอร์มตอบรับขออนุญาตผู้ปกครองพาเด็กไปทัศนศึกษาล่วงหน้า
4.3
ไปเยี่ยมชมสถานที่ที่จะพาเด็กไปทัศนศึกษาล่วงหน้า เพื่อเก็บและรวบรวมข้อมูล
4.4 อภิปรายพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสถานที่ที่จะไปทัศนศึกษาหรืออาจให้เด็กวางแผนร่วมกันเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการรู้จากการไปเยี่ยมชมสถานที่
4.5 เตรียมวัสดุอุปกรณ์ เช่น
สมุดจดบันทึกและวาดรูป อาหารสำหรับนำไปเลี้ยงสัตว์ และกล้องถ่ายรูป
4.6
เตรียมคำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดและสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว และร่วมสนทนา
อภิปรายและ
แสดงความคิดเห็นในหัวข้อที่เด็กสนใจ
4.7 ระหว่างการไปทัศนศึกษา
ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้หยุดพัก เพื่อสังเกต วาดรูป สอบถาม หรือ
บันทึกข้อมูลในสิ่งที่เด็กสนใจ
พัฒนาการด้านสติปัญญา
(Cognitive
Development)
พัฒนาการด้านสติปัญญานั้นประกอบไปด้วย
ความสามารถในการจดจำ การเรียนรู้เพื่อเข้าใจสิ่งต่างๆ และการแก้ไขปัญหา
ซึ่งพัฒนาการด้านสติปัญญานี้จะกลายเป็นตัวกำหนดว่าเด็กจะเติบโตมาเป็นคนที่หรือปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี
สามารถเข้าใจและรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้หรือไม่
เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ
และที่สำคัญกว่าก็คือคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลูกให้มีพัฒนาการด้านสติปัญญาที่ดีได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
ด้วยการนำกิจกรรมที่ง่ายแสนง่าย ผสมลงไปในกิจวัตรประจำวัน เท่านี้ก็เท่ากับการปลูกฝังให้ลูกมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาที่ดีได้
1.
ชวนกันร้องเพลง
มาชวนเจ้าตัวน้อยร้องเพลงสนุกๆ
อาจจะเป็นเพลงสั้นๆ เลือกจากเพลงที่ลูกชอบก็จะยิ่งสร้างความสนุกสนานเข้าไปใหญ่
พอนานเข้าลูกก็จะสามารถร้องเพลงยาวๆ ได้ด้วยตัวเองในที่สุด
เพราะการร้องเพลงถือเป็นตัวช่วยด้านภาษา คำศัพท์ รวมไปถึงความจำอีกด้วย
2.
ฝึกลูกให้นับเลขกับสิ่งของต่างๆ
การนับเลข
เป็นหนึ่งใจการฝึกทักษะด้านความจำ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยวิธีการง่ายๆ
ไม่ว่าจะนับของเล่น นับจำนวนของรองเท้า เสื้อผ้า หรือข้าวของต่างๆ ที่พบเห็นในบ้าน
เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำได้แถมยังช่วยพัฒนาสติปัญญาของลูกอย่างมาก
3. เปิดโอกาสให้ลูกเลือกสิ่งต่างๆ
ด้วยตัวเอง
คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดโอกาสให้ลูกได้ตัดสินใจด้วยตัวเองได้
เช่น วันนี้ลูกจะกินแอปเปิ้ลหรือส้ม หรืออยากใส่เสื้อสีน้ำเงินหรือสีขาวมากกว่ากันการให้ลูกได้คิดหรือตัดสินใจเช่นนี้
จะเป็นการทำให้เขารู้สึกมีอิสระ กล้าที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น
4. ลองให้ลูกบอกเสียงของสิ่งต่างๆ
เสียงก๊อกน้ำที่ไหล ซู่ๆ เสียงนกร้อง จิ๊บๆ เวลาพูดกับเด็ก
การเลียนเสียงสิ่งต่างๆ จะทำให้พวกเขามักจะหัวเราะชอบใจเสมอ
เพราะว่าการสอนให้ลูกเรียนรู้และระบุเสียงจากสิ่งต่างๆ
ที่พบเจอถือเป็นอีกหนึ่งในการช่วยลูกพัฒนาการด้านสติปัญญา และทำให้ลูกรู้ว่าเสียงต่างๆ
ที่เขาได้ยินสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่พบเจออย่างไร
ตัวหนังสือสีแดง (เพิ่มเติม)
อ้างอิง
พัชรา พุ่มพชาติ. (ม.ป.ป). การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย.
คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม.
สมคิด พรมจุ้ย. (ม.ป.ป). เครื่องมือวัดและประเมินพฤติกรรมเด็กปฐมวัย. คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น