วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย

 

การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย


ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย

            การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยมีความสำคัญในการช่วยให้เข้าใจลักษณะ พฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายตามวัยและความก้าวหน้าของพฤติกรรมในแต่ละช่วงเวลา ช่วยให้สามารถวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลต่อเด็กได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ช่วยให้สามารถระบุเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษได้ รวมตลอดถึงการช่วยให้มีข้อมูลที่จะรายงานและสื่อสารให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ

ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย 

            การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง การพัฒนาให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อ ส่วนต่างๆ ของร่างกายในการเคลื่อนไหวและทำสิ่งใหม่ๆ รวมทั้งปรับปรุงการกระทำที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น การสร้าง เสริมพฤติกรรมด้านร่างกายจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การใช้อวัยวะเคลื่อนไหวร่างกายในการทำสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างจากเดิม ช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะการใช้อวัยวะเคลื่อนไหวร่างกายให้มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมทั้งช่วยเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

        หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี กำหนดคุณลักษณะคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ด้านร่างกาย ประกอบด้วย 2 มาตรฐาน ดังนี้
          มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี
          มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และประสานสัมพันธ์กัน

การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี 

        1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน
        2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง
        3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี มีการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่างๆ และกิจวัตรประจำวัน การบันทึกพฤติกรรม การสนทนา การสัมภาษณ์เด็กและผู้ใกล้ชิด และการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก
        4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้าระวัง และส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรือของหน่วยงานอื่น
        5. นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาจัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และ มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย

การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3 - 6 ปี

        1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ
        2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน
        3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดปี
        4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวัน ด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ
        5. สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก
          สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3 - 6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึก พฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ

การประเมินพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัย

        การประเมินพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ที่สำคัญมี 2 วิธี คือ การสังเกตพฤติกรรม ซึ่งอาจ เป็นการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมที่สังเกตลงในแบบบันทึกข้อมูลที่มีหลากหลายรูปแบบ หรืออาจเป็นการสังเกต ประกอบการใช้เครื่องมือที่เป็นแบบสังเกตพฤติกรรมทั้งที่เป็นแบบสำรวจรายการ และแบบมาตรประมาณค่า และการ ใช้แบบทดสอบ ซึ่งมีทั้งแบบทดสอบที่ทำขึ้นมาเอง และแบบทดสอบมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ในการประเมินพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยไม่ควรใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่ต้องใช้หลายวิธีและเครื่องมือหลายชนิดเพื่อให้ แน่ใจว่าได้ข้อมูลที่เป็นตัวแทนความสามารถที่แท้จริงของเด็ก

การประเมินพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็ก การประสานสัมพันธ์ และสุขนิสัยของเด็กปฐมวัย

        การประเมินพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก การประสานสัมพันธ์ และสุขนิสัยของเด็กปฐมวัย ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมี 2 วิธี คือ 1) การสังเกตพฤติกรรม ซึ่งอาจเป็นการสังเกตโดยไม่มีการจดบันทึก เพื่อดูว่าเด็กมีพฤติกรรมสมวัยหรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีการที่พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนมากใช้ และการสังเกตแล้วจดบันทึกโดย บรรยายรายละเอียดของพฤติกรรมที่สังเกตลงในแบบบันทึกที่มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเป็นวิธีที่ครูและผู้ดูแลเด็ก ส่วนมากเลือกใช้ หรืออาจเป็นการสังเกตประกอบการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า แบบสังเกตพฤติกรรม ที่มีทั้งชนิดที่เป็น แบบสำรวจรายการ และแบบมาตรประมาณค่า และ 2) การใช้แบบทดสอบ ซึ่งมีทั้งแบบทดสอบที่ทำขึ้นมาเอง และแบบทดสอบมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูและผู้ดูแลเด็กต้องตระหนักอยู่เสมอว่าการประเมิน พฤติกรรมเด็กต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลายเพื่อเก็บข้อมูลในหลากหลายสถานการณ์ ทั้งที่เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่เป็นธรรมชาติ และในสถานการณ์ที่สร้างขึ้น ก่อนที่จะสรุปผลการประเมินพฤติกรรมเด็ก

การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กตั้งแต่แรกเกิด-3 ปี

        เด็กในช่วงวัยทารกที่อยู่ในระยะแรกเกิด-1 ปี เป็นช่วงที่พ่อแม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในเรื่องของ ความปลอดภัย เพราะเด็กยังเล็กมากและช่วยตัวเองไม่ได้ นอกจากการอบรมเลี้ยงดูเพื่อสนองความต้องการของเด็ก ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองยังสามารถช่วยสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ให้เด็ก ได้อย่างเป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับวัย ด้วยการให้เด็กได้เคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อใหญ่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2553; พรใจ สารยศ 2548: 36-41; กรมสุขภาพจิต 2556)

การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัย 3-6 ปี

        เด็กในช่วงวัยนี้สามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่เคลื่อนไหวร่างกายได้หลากหลายลักษณะอย่างคล่องแคล่ว เช่น การเดิน วิ่ง กระโดด ถีบจักรยาน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เด็กวัยนี้ยังคงเรียนรู้จากการกระทำ การลองผิดลองถูกผ่าน กิจกรรมต่างๆ ที่ครูและผู้ดูแลเด็กจัดให้ ซึ่งมีทั้งกิจกรรมประจำวันและกิจวัตรประจำวัน การให้เด็กทำกิจกรรมต่างๆ ควรเกิดจากความต้องการของเด็ก โดยไม่มีการบังคับฝืนใจ และด้วยวัยที่สามารถทำอะไรหลายอย่างได้ด้วยตนเอง เด็กจึงอยู่ในช่วงวัยของการเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง และเริ่มเป็นตัวของตัวเอง ทำให้บางครั้งไม่ยอมทำตามที่ผู้ใหญ่บอก โดยอ้างเหตุผลนานัปการ ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องใจเย็นใช้วิธีจูงใจ กระตุ้นเร้าให้เด็กสนใจที่จะทำด้วยการพูดจาหว่านล้อม ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างควรยอมรับให้อภัย ยินดีช่วยเหลือ เอาใจใส่ และเป็นที่พึ่งให้แก่เด็ก นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ต้องเข้าใจเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก โดยไม่เปรียบเทียบระหว่างเด็กแต่ละคนอันอาจส่งผลให้เด็กมีปมด้อยและปมเรื่องได้ จากความแตกต่างที่ปรากฏ ผู้ใหญ่ต้องคิดหาวิธีแปลกใหม่ที่จะช่วยสร้างเสริมพฤติกรรมที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน เด็กในช่วงวัย 3-6 ปี ใช้เวลาอยู่ กับครอบครัวและโรงเรียนหรือสถานพัฒนาเด็กพอๆ กัน แนวทางการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ที่ จะยกตัวอย่างต่อไปนี้ พ่อแม่ผู้ปกครอง และครูผู้ดูแลเด็ก และบุคลากรที่เกี่ยวข้องอื่นๆ สามารถปรับใช้ได้ (สำนักงาน คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2539: 9-15; สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2552ก, 2552ข; พรใจ สารยศ 2548: 36-41, กรมสุขภาพจิต 2556) 

การสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ของเด็กวัยแรกเกิด-3 ปี

         พฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยพัฒนาช้ากว่ากล้ามเนื้อใหญ่โดย เฉพาะในระยะแรกเกิด การกำมือซึ่งเป็นปฏิกิริยาสะท้อนอันเนื่องมาจากการทำงานของประสาทอัตโนมัติมากกว่าการ ทำด้วยความตั้งใจ หรือมีจุดมุ่งหมายแต่ประการใด การช่วยให้เด็กฝึกใช้กล้ามเนื้อเล็กต้องทำด้วยความระมัดระวัง สังเกตเฝ้ามอง และเอาใจใส่ใกล้ชิดเพื่อกระตุ้นให้เด็กฝึกใช้มือกำ หยิบจับสิ่งของเครื่องใช้ที่มีขนาดเหมาะกับมือของ เด็ก รวมถึงการฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันที่เหมาะสมกับวัย ในช่วงวัยนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้น เป็นตัวแบบให้เด็กทำตามตัวอย่าง รวมทั้งการจัดหาของเล่นที่มีขนาดเหมาะสมเพื่อกระตุ้นให้เด็ก ใช้มือหยิบจับสิ่งของต่างๆ ดังตัวอย่าง (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2539: 16-18; สำนักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา 2553)

การสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยอายุ 3-6 ปี

          เด็กในช่วงวัยนี้ส่วนมากพ่อแม่ผู้ปกครองส่งให้เข้าเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กของหมู่บ้าน หรือโรงเรียนแล้ว ดังนั้น ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ของเด็กวัยนี้ จึงเป็นทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง และครูผู้ดูแลเด็ก ซึ่งอาจมีแนวทางในการสร้างเสริมพฤติกรรมที่เหมือนกัน หรืออาจ แตกต่างกันไปบ้าง พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจัดหาอุปกรณ์ สิ่งของที่มีอยู่ในบ้าน หรือให้เด็กฝึกทำกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่ง ของการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อฝึกการใช้ข้อมือ มือ และนิ้วมือ

แนวทางการจัดกิจกรรม ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย สำหรับเด็กปฐมวัย
         พัฒนาการทางด้านร่างกายสำหรับเด็กปฐมวัย คือการเจริญเติบโตทางด้านต่าง ๆ ของร่างกาย และการพัฒนาทักษะทางกายภาพ ให้มีความสามารถในการเคลื่อนไหว การรักษาความสมดุลของร่างกาย และการควบคุมการทรงตัวได้ดี รวมถึงช่วยประสานสัมพันธ์ของร่างกาย ให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างทะมัดทะแมงอีกด้วย ซึ่งการพัฒนาการทางร่างกายแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
          1. การเจริญเติบโตของร่างกาย คือการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก และส่วนสูงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมวลกล้ามเนื้อ มวลกระดูก และระบบข้อต่อต่าง ๆ จะมีความแข็งแรงมากขึ้น
          2. การพัฒนาทักษะทางกายภาพ คือการพัฒนาการเคลื่อนไหวของเด็ก ๆ ที่สามารถควบคุมร่างกาย ให้ทำกิจกรรมที่ซับซ้อนและยากขึ้นได้อย่างคล่องแคล่ว โดยพัฒนาการของการเคลื่อนไหวต้องขึ้นอยู่กับ รูปร่างและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วย

องค์ประกอบหลักในการทำงานของร่างกาย

          กล้ามเนื้อมัดใหญ่ คือกล้ามเนื้อบริเวณ แขน ขา ลำตัว รวมไปถึงความสัมพันธ์ของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่สามารถทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว เช่น การวิ่ง การเดิน การทรงตัว การออกกำลังกาย และการเล่นกีฬาต่าง ๆ เป็นต้น
          กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อบริเวณข้อมือจนถึงปลายนิ้วมือ ทำหน้าที่ในการกด นวด ขยำ หยิบ จับ สิ่งของต่าง ๆ เช่น การจับดินสอ การปั้น การเล่นเปียโน การดีดกีต้าร์ และกล้ามเนื้อบริเวณตาใช้ในการกลอกตาไปมา ช่วยให้ลูกตาเคลื่อนที่เห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อีกด้วยค่ะ
          การประสานงานของระบบประสาทกับกล้ามเนื้อในการทำงาน คือระบบประสาทส่วนกลางทำหน้าที่ ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแขน ขา ลำตัว และกล้ามเนื้อการหายใจ ทำให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างสัมพันธ์กัน เช่น การวาดภาพ การระบายสี การฝึกเขียน การล้างหน้าแปรงฟัน การผูกเชือกรองเท้า การยิงประตูฟุตบอล เป็นต้น

กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย

          ผู้ปกครองและคุณครูสามารถส่งเสริมและพัฒนากล้ามเนื้อ โดยหากิจกรรมเล่นกับเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็น การทรงตัว การเดิน การวิ่ง การกระโดด การคลาน การนอน การเอียงตัว ฯลฯ เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น และยังช่วยเสริมสร้างการประสานงานของ ระบบประสาทส่วนกลางกับกล้ามเนื้อ ส่งผลให้มือ เท้า ตา เคลื่อนไหว สัมพันธ์กันค่ะ ซึ่งการทำกิจกรรมไม่จำเป็นต้องทำที่บ้านเท่านั้น แต่ผู้ปกครองอาจจะพาเด็ก ๆ ไปทำกิจกรรมวันหยุด นอกบ้านได้ค่ะ เพราะการเรียนรู้นอกบ้านเปรียบเสมือนห้องเรียนที่กว้างใหญ่ ให้เค้าได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รอบตัว มากมาย จะช่วยให้เด็กรู้จักการสังเกต การปรับตัวอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น และยังสร้างความทรงจำดี ๆ ได้อีกด้วยค่ะ ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ สามารถแบ่งเป็น

กิจกรรมการเล่น

          กิจกรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก ที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เช่น กิจกรรมเล่นปีนป่าย กิจกรรมวิ่งเล่นในสนาม กิจกรรมการเล่นว่าว กิจกรรมการเดินทรงตัวบนเส้นตรง กิจกรรมการเล่นต่อบล็อค
          - การเล่นบทบาทสมมติ (Role Playing) กิจกรรมสร้างสรรค์ สำหรับ เด็กปฐมวัย
          - เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กับเด็ก ๆ ด้วย กิจกรรมนักสำรวจรูปเรขาคณิต
          - ส่งเสริมทักษะการทรงตัวสำหรับเด็กปฐมวัย ด้วยกิจกรรมการยืนขาเดียวเก็บถุงทราย

กิจกรรมออกกำลังกายสำหรับเด็ก

          กิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ ที่เล่นได้ทั้งกลางแจ้งและในร่ม รวมถึงกิจกรรม การเล่นกีฬา เช่น การปั่นจักรยาน การเล่นฮูลาฮูป การวิ่งแข่ง การเล่นปิงปอง การเล่นแบดมินตัน กิจกรรมการโยนรับลูกบอล กิจกรรมโยนบอลเข้าตะกร้า
          - กิจกรรมการว่ายน้ำสำหรับเด็ก ตอนที่ 1 เตรียมตัวลูกก่อนไปว่ายน้ำ
          - กิจกรรมการว่ายน้ำสำหรับเด็ก ตอนที่ 2 สอนลูกว่ายน้ำด้วยทักษะพื้นฐาน
          - โยคะเด็ก กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพเด็กปฐมวัย
          - 6 ท่าออกกำลังกายที่พาลูกทำง่าย ๆ ได้ที่บ้าน
          - ICE BALL เกมทุบน้ำแข็ง กิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านร่างกาย
          - วิ่งแข่งเก็บบอลสี กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ สำหรับเด็กปฐมวัย
          - มินิกอล์ฟ กิจกรรมส่งเสริมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่

กิจกรรมการสร้างสรรค์สำหรับเด็ก

         กิจกรรมศิลปะและกิจกรรมการสร้างสรรค์
          กิจกรรมที่ส่งเสริมการแสดงออกทางความคิด ที่เด็กได้สำรวจและจัดทำกับวัตถุโดยตรง เด็กสามารถออกแบบ ตกแต่ง กับชิ้นงานได้อย่างอิสระ
          - ฉีก ตัด ปะ กิจกรรมฝึกกล้ามเนื้อมือ สำหรับเด็กปฐมวัย
          - การฉีก ตัด ปะ กิจกรรมศิลปะที่ส่งเสริมพัฒนาการและความคิดสร้างสรรค์
          - ประโยชน์ของการเล่นทราย และ วิธีทำทรายมหัศจรรย์ ด้วยตัวเองง่าย ๆ
          - กิจกรรมศิลปะการปั้นดินญี่ปุ่น สำหรับเด็กปฐมวัย
          - สวนสัตว์แป้งโด
          - โมบายกระดาษ กิจกรรมงานประดิษฐ์สำหรับเด็กปฐมวัย

กิจกรรมการเข้าจังหวะ

          กิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามจังหวะเสียงเพลง เสียงดนตรี โดยมีอารมณ์และความรู้สึกร่วมกับการเคลื่อนไหวนั้น ๆ ด้วย เช่น กิจกรรมเต้นแอโรบิค กิจกรรมเก้าอี้ดนตรี กิจกรรมเล่นงูกินหาง กิจกรรมมอญซ่อนผ้า และกิจกรรมการเต้นประกอบเพลงต่าง ๆ เป็นต้น
          แนวทางจัดกิจกรรมพัฒนาการด้านร่างกายสำหรับเด็กปฐมวัย ที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก รวมถึงกระดูก และข้อต่อต่าง ๆ ให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตสมวัย มีพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน (พัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา) อย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ผู้ปกครองและคุณครูควรปล่อยให้เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมอย่างอิสระ เรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างมีความสุข อย่างน้อยวันละ 40-50 นาที ควรเน้นกิจกรรมที่ใช้การทำงานระหว่างมือ เท้า และตา ให้สัมพันธ์กันเป็นส่วนมากนะคะ และหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแดด ที่มีระยะเวลาการเล่นนาน ๆ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเล่นแบบปะทะกัน เพื่อไม่ให้เกิดอันตราย เพราะกล้ามเนื้อ มวลกระดูก และข้อต่อของเด็ก ๆ เติบโตยังไม่เต็มที่ 


ตัวหนังสือสี แดง (เพิ่มเติม)

 


    อ้างอิง 
         อรุณี หรดาล. (ม.ป.ป.). การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็ก                        ปฐมวัย. คณะครุศาสตร์. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
          กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. 
                     กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
          Tungoh. (2562). แนวทางการจัดกิจกรรม ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย สำหรับเด็ก                        ปฐมวัย. เข้าถึงได้จาก : 
 

 





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น