วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

 

การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

        การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินพัฒนาการด้านหนึ่งของเด็กปฐมวัยเพื่อ ศึกษาความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม หรือพัฒนาการด้านสติปัญญา (cognitive development)ของเด็กปฐมวัย เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถด้านความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวและความสัมพันธ์ระหว่างตนเอง กับปรากฏการณ์และสิ่งต่างๆ ซึ่งทำให้บุคคลสามารถปรับสร้างทักษะใหม่เพิ่มขึ้นจากความเข้าใจ และทักษะเดิมมาใช้ในการแก้ปัญหาได้ การประเมินระดับพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย สามารถปฏิบัติได้โดยใช้วิธีสังเกตจากพฤติกรรม เช่น การแก้ปัญหาและการปรับตัว ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหว การใช้มือหรือการติดต่อสื่อสารด้วยการพูด เขียนหรือวาดอย่างเป็นขั้นตอน แล้วนำผลมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน (นิตยา คชภักดี 2543: 1, 31)

ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

          1) เป็นแนวทางการเสริมสร้างพัฒนาการและการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กตามวัยและ
ศักยภาพของเด็กแต่ละคน
          2) สามารถนำผลมาพัฒนาและปรับปรุงพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยให้มีความ
ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
          3) เป็นการวัดความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้ที่สามารถใช้เป็นแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัย
ทั้งปัจจุบันและอนาคต
          4) สามารถทราบได้ว่าเด็กแต่ละคนมีความรู้ ความสามารถอย่างไร และจะช่วยให้ผู้สอนสามารถ
นำไปวางแผนและจัดการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้ประสบผลสำเร็วหรืออาจนำไปแก้ไขพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กที่บกพร่องหรือล่าช้าได้ตั้งแต่แรกเริ่ม
          5) สามารถช่วยให้เด็กได้รับการส่งเสริมและพัฒนาพฤติกรรมที่ปรากฏได้อย่างรวดเร็ว หากเลย
ช่วงวัยนี้แล้วการพัฒนาของเด็กอาจเป็นไปอย่างล่าช้า

ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

          การอธิบายความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย จำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยว่าเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถทางสติปัญญา ดังที่มีการอธิบายว่า พฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องกับความสามารถทางภาษาในด้านความเข้าใจภาษาความสามารถด้านตัวเลข ความสามารถใน ด้านการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ความสามารถด้านความจำ ความสามารถในการสังเกต และความสามารถทางมิติสัมพันธ์

ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

          เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและมีความพร้อมสำหรับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา สำหรับพฤติกรรม ด้านสติปัญญาซึ่งเป็นพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองของเด็กปฐมวัยที่อยู่ในช่วงที่มีการพัฒนาสูงสุดซึ่งเรียกว่า ช่วงเวลาที่หน้าต่างแห่งโอกาสเปิด (windows of opportunity) คือระยะเวลาที่มีการเจริญเติบโตและเรียนรู้ได้ง่ายและรวดเร็ว 

วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย

     1. การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างที่ชัดเจน เช่น แบบทดสอบพฤติกรรมการแก้ปัญหา แบบทดสอบความสามารถในการใช้ภาษา และแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น แบบทดสอบเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการในการสร้าง พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพก่อนการนำไปใช้
          2. การสังเกต เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันในการจัดการศึกษาปฐมวัย ที่สามารถนำมาใช้ในการสังเกตพฤติกรรมการคิดของเด็กทั้งในขณะที่เด็กเล่น และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ระหว่างกิจกรรมในชั้นเรียนหรือกิจกรรมประจำวันโดยระบุพฤติกรรมการคิดที่ต้องการสังเกต ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตเป็นการสะท้อนพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกและสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการแนะนำการออกแบบหลักสูตร การวางแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อการเสริมสร้างพฤติกรรมการคิดได้ตรงตามสภาพจริง
          3. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการประเมินที่เป็นการให้ข้อมูลโดยบุคคล เช่น เด็ก ครู ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็ก การสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับการได้รับความคิดเห็นที่หลากหลายซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเด็ก
          4. การประเมินจากผลงานเด็ก เป็นการให้ข้อมูลที่มั่นใจได้เกี่ยวกับพฤติกรรมการคิดของเด็ก ที่แสดงออกระหว่างการทำงานผลงานของเด็กมักถูกนำไปใส่ในพอร์ตโฟลิโอ ตลอดรวมถึงผลการสังเกตภาพถ่าย ผลการสัมภาษณ์ที่เรียบเรียงแล้ว และแหล่งข้อมูล่สำหรับการประเมินอื่นๆ

การประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย

          ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเรียนรู้ เด็กสามารถสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้ภาษาที่ประกอบด้วย การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน พัฒนาการทางภาษา เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ใช้ในการสื่อสารและเป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้ทำนายความสามารถทางสติปัญญาในอนาคตของเด็กได้ ภาษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การรับรู้หรือเข้าใจภาษา (receptive language) หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจภาษาที่ผู้อื่น สื่อสารด้วย และการสื่อสารภาษา (expressive language) หมายถึง ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร กับผู้อื่น

วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย

        1. การสังเกตพฤติกรรมด้านภาษาเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กในสภาพจริงในขณะที่เด็กปฏิบัติกิจกรรมประจำวันหรือกิจกรรมการเล่น โดยครูเป็นผู้จดบันทึกและอธิบายพฤติกรรม ด้านภาษา ของเด็กที่เกิดขึ้น การประเมินโดยการสังเกต่เป็นประจำและต่อเนื่อง ช่วยให้สามารถเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการเจริญเติบโตทางภาษาของเด็กได้อย่างรวดเร็วที่สามารถนำผลการประเมินมาใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและการจัดการเรียนรู้ของครู 
        2. การศึกษาผลงานทางภาษา ผลงานของเด็กเป็นหลักฐานที่สามารถสะท้อนพฤติกรรมความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินจากผลงานที่เด็กปฏิบัติกิจกรรม ในขณะที่ได้รับประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นลักษณะของการประเมินตามสภาพจริง การศึกษาผลงานของเด็กต้องมีการประเมินหลายครั้ง เพื่อ รวบรวมผลงานและบันทึกพฤติกรรมจากผลงานของเด็กอย่างต่อเนื่องที่แสดงให้เห็นร่องรอยของพัฒนาการที่มีความ ก้าวหน้าเป็นระยะ การศึกษาผลงานของเด็กมีความสอดคล้องกับแนวทางการประเมินพฤติกรรมทางภาษาของเด็กใน ด้านการเขียนโดยเฉพาะผลงานของเด็กที่เกิดจากการวาดภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่เด็กได้ปฏิบัติเป็นประจำ
      3. การใช้พอร์ตโฟลิโอ พอร์ตโฟลิโอเป็นวิธีการประเมินอย่างหนึ่งที่สามารถสะท้อนความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านภาษา เนื้องจากพอร์ตโฟลิโอเป็นการประเมินที่เห็นร่องรอย เพื่อสรุปและอ้างถึงการเจริญเติบโตและ พัฒนาการของเด็กที่โดดเด่น และเป็นการให้ข้อมูลการเรียนรู้ที่แสดงถึงทักษะที่จำเป็นสำหรับครูในการพัฒนาเด็กและการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถประเมินพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัยด้วยการจัดทำพอร์ตโฟลิโอ
        4. การใช้แบบทดสอบพฤติกรรมทางภาษาเป็นวิธีการประเมินเพื่อต้องการศึกษาพฤติกรรมหรือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจง และมีกระบวนการในการสร้างแบบทดสอบที่ต้องได้รับการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น แบบทดสอบการมองเห็นการรับรู้ และแสดงออกท่างภาษา แบบทดสอบความสามารถในการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน

 การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย

       การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย เป็นช่วงวัยที่มีความเหมาะสม เนื่องจากเด็กวัยนี้เป็นวัยสำคัญของการพัฒนาสมองด้านการคิด ดังคำอธิบายว่าสมองของเด็กวัยอนุบาลมีการเพิ่มขนาดและจำนวนของแขนงประสาทเดนไดรต์ (dendrites) ในเนื้อสมองที่อยู่ ณ ผิวสมองหรือคอร์เทกซ์ (cortex) และการที่ระบบประสานข้อมูลเริ่มพัฒนาขึ้น กล่าวคือ มีการสร้างไมอิลิน (myelination) ในเนื้อสมองส่วนใต้เปลือกสมอง (subcortex) และโดยเฉพาะในส่วนที่เรียกว่า คอร์ปัสแคลโลซัม (corpus callosun) ทำให้มีการทำงานที่ประสานกันมากขึ้น ดีขึ้น ในระบบ รับความรู้สึก (sensory) กับระบบควบคุมการเคลื่อนไหว (motor) ทำให้สมองพร้อมรับการสำรวจ ทำความรู้จักโลกสมองจดจำและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ต่างๆ จากอายตนะ และสร้างความสัมพันธ์กับระบบภาษา สมอง พัฒนาความคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับแบบรูป (pattern) ง่ายๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อเนื่องมาจากวัยก่อนอนุบาล และเป็น พื้นฐานของการพัฒนาความคิดวิเคราะห์ที่ซับซ้อนต่อไป

การสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดผ่านการจัดกิจกรรม

        1. กิจกรรมคณิตศาสตร์ การจัดกิจกรรมคณิตศาสตร์เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิด มีดังนี้
              1.1 ส่งเสริมให้เด็กได้สำรวจ ให้เหตุผล และคิดแก้ปัญหามากกว่าการเรียน โดยการจำกฎเกณฑ์ต่างๆ
ทางคณิตศาสตร์ เด็กจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ โดยการคิดด้วยตนเองและค้นหาคำตอบ ซึ่งมีความหมายสำหรับตัวเอง
              1.2 ครูต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกระตุ้นความคิดของเด็ก โดยการถามคำถาม ให้เวลาแก่เด็ก
ในการคิดทดสอบความคิดของตน
              1.3 การจัดกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่สามารถจัดให้แก่เด็ก 
        2. กิจกรรมวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรรมที่สร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยเนื่องจากเป็นการจัดกิจกรรมให้เด็กได้สืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เด็กจะได้พัฒนาความสามารถในการถามคำถามเชิงวิทยาศาสตร์อย่างง่าย การลงมือค้นหาคำตอบด้วยวิธีการต่างๆ ที่เหมาะสมกับวัย เช่น การสังเกต การสอบถาม การทดลอง การจำแนกสิ่งต่างๆ โดยใช้เกณฑ์ของตนเองหรือเกณฑ์ที่ครูกำหนดขึ้น 

3. กิจกรรมศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว

           3.1 กิจกรรมศิลปะ 
               3.2 กิจกรรมดนตรี
               3.3 กิจกรรมการเคลื่อนไหว 
4. กิจกรรมทัศนศึกษากิจกรรมทัศนศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่มีความหมายต่อตนเอง และได้เห็นแง่มุมต่างๆของชีวิต การจัดกิจกรรมทัศนศึกษา ครูควรดำเนินการดังนี้
             4.1 มีการวางแผนและเตรียมการให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการไปทัศนศึกษา
             4.2 ส่งจดหมายและแบบฟอร์มตอบรับขออนุญาตผู้ปกครองพาเด็กไปทัศนศึกษาล่วงหน้า
             4.3 ไปเยี่ยมชมสถานที่ที่จะพาเด็กไปทัศนศึกษาล่วงหน้า เพื่อเก็บและรวบรวมข้อมูล
             4.4 อภิปรายพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสถานที่ที่จะไปทัศนศึกษาหรืออาจให้เด็กวางแผนร่วมกันเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการรู้จากการไปเยี่ยมชมสถานที่
             4.5 เตรียมวัสดุอุปกรณ์ เช่น สมุดจดบันทึกและวาดรูป อาหารสำหรับนำไปเลี้ยงสัตว์ และกล้องถ่ายรูป
             4.6 เตรียมคำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดและสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว และร่วมสนทนา อภิปรายและ
แสดงความคิดเห็นในหัวข้อที่เด็กสนใจ
             4.7 ระหว่างการไปทัศนศึกษา ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้หยุดพัก เพื่อสังเกต วาดรูป สอบถาม หรือ
บันทึกข้อมูลในสิ่งที่เด็กสนใจ

พัฒนาการด้านสติปัญญา (Cognitive Development)

พัฒนาการด้านสติปัญญานั้นประกอบไปด้วย ความสามารถในการจดจำ การเรียนรู้เพื่อเข้าใจสิ่งต่างๆ และการแก้ไขปัญหา ซึ่งพัฒนาการด้านสติปัญญานี้จะกลายเป็นตัวกำหนดว่าเด็กจะเติบโตมาเป็นคนที่หรือปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี สามารถเข้าใจและรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้หรือไม่
เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ และที่สำคัญกว่าก็คือคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลูกให้มีพัฒนาการด้านสติปัญญาที่ดีได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการนำกิจกรรมที่ง่ายแสนง่าย ผสมลงไปในกิจวัตรประจำวัน เท่านี้ก็เท่ากับการปลูกฝังให้ลูกมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาที่ดีได้
1. ชวนกันร้องเพลง
มาชวนเจ้าตัวน้อยร้องเพลงสนุกๆ อาจจะเป็นเพลงสั้นๆ เลือกจากเพลงที่ลูกชอบก็จะยิ่งสร้างความสนุกสนานเข้าไปใหญ่ พอนานเข้าลูกก็จะสามารถร้องเพลงยาวๆ ได้ด้วยตัวเองในที่สุด เพราะการร้องเพลงถือเป็นตัวช่วยด้านภาษา คำศัพท์ รวมไปถึงความจำอีกด้วย
2. ฝึกลูกให้นับเลขกับสิ่งของต่างๆ
การนับเลข เป็นหนึ่งใจการฝึกทักษะด้านความจำ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยวิธีการง่ายๆ ไม่ว่าจะนับของเล่น นับจำนวนของรองเท้า เสื้อผ้า หรือข้าวของต่างๆ ที่พบเห็นในบ้าน เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำได้แถมยังช่วยพัฒนาสติปัญญาของลูกอย่างมาก
3. เปิดโอกาสให้ลูกเลือกสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดโอกาสให้ลูกได้ตัดสินใจด้วยตัวเองได้ เช่น วันนี้ลูกจะกินแอปเปิ้ลหรือส้ม หรืออยากใส่เสื้อสีน้ำเงินหรือสีขาวมากกว่ากันการให้ลูกได้คิดหรือตัดสินใจเช่นนี้ จะเป็นการทำให้เขารู้สึกมีอิสระ กล้าที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น
4. ลองให้ลูกบอกเสียงของสิ่งต่างๆ
เสียงก๊อกน้ำที่ไหล ซู่ๆ เสียงนกร้อง จิ๊บๆ เวลาพูดกับเด็ก การเลียนเสียงสิ่งต่างๆ จะทำให้พวกเขามักจะหัวเราะชอบใจเสมอ เพราะว่าการสอนให้ลูกเรียนรู้และระบุเสียงจากสิ่งต่างๆ ที่พบเจอถือเป็นอีกหนึ่งในการช่วยลูกพัฒนาการด้านสติปัญญา และทำให้ลูกรู้ว่าเสียงต่างๆ ที่เขาได้ยินสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่พบเจออย่างไร

ตัวหนังสือสีแดง (เพิ่มเติม)

 

อ้างอิง

พัชรา พุ่มพชาติ.  (ม.ป.ป).  การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย.
          คณะครุศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม.

สมคิด พรมจุ้ย.  (ม.ป.ป).  เครื่องมือวัดและประเมินพฤติกรรมเด็กปฐมวัย.  คณะศึกษาศาสตร์
          มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

กระทรวงศึกษาธิการ.  (2560).  หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐สำนักวิชาการและ                     มาตรฐาน   การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.

4 กิจกรรมง่ายๆ ที่ช่วยลูกเล็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญา (Cognitive Development) ที่ดี.                                      https://aboutmom.co/uncategorized/cognitive-development/17393/

การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

 

การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย
       เมื่อเด็กเติบโตขึ้น มีความสามารถต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น ความสนใจที่มีเฉพาะต่อตนเองเริ่มขยายออกไปสู่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิด และคนอื่นๆที่อยู่แวดล้อม การเรียนรู้ทางสังคมจึง เกิดขึ้น โดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิด รวมทั้งการรับรู้ค่านิยม แนวปฏิบัติทางสังคม การเรียนรู้ทางสังคมนำมาสู่ การแสดงออก เป็นพฤติกรรมทางสังคมที่มีผลต่อการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น ซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการ อยู่ร่วมกันในสังคมของเด็ก การประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย จะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกาอบรม เลี้ยงดูเด็ก เข้าใจถึงสภาวะของพัฒนาการทางสังคมของเด็กในแต่ละช่วงเวลา เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปสู่การตัดสินใจ สร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมของเด็กให้เหมาะสมต่อไป 

ความหมายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

        การประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย หมายถึง การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่นและทักษะ การปรับตัวอยู่ในสังคมปรากฏในแต่ละช่วงอายุเพื่อนำผลที่ได้มาพิจารณาในการสร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมต่อไป

ความสำคัญของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมล้านยังคมของเด็กปฐมวัย

        1. ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย เวิรธ์แรม (Wortham,1994: 131) ให้ความเห็นที่แสดงถึงความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย ดังนี้
            1) ทำให้รู้ว่าเด็กมีพัฒนาการทางสังคมเป็นอย่างไร
            2) ทำให้รู้ว่าเด็กมีวิธีการเรียนรู้ทักษะทางสังคมอย่างไร
            3) ทำให้รู้ถึงความต้องการของเด็กที่จะเรียนรู้ทักษะทางสังคมเพื่อนำไปสู่การตอบสนองที่เหมาะสม
            4) ทำให้รู้ถึงวิธีการจัดการทางสังคมของเด็ก
            5) ทำให้ตระหนักว่าพฤติกรรมทางสังคมที่เด็กแสดงออกที่ต่างออกไปย่อมมีที่มาผู้ใหญ่จึงต้องทำ -ความเข้าใจและตอบสนองให้เหมาะสม
         2. ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กปฐมวัยด้านสังคม การสร้างเสริมพฤติกรรมเด็ก -ปฐมวัยด้านสังคม มีความสำคัญดังนี้
             1. การสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กปฐมวัยด้านสังคมในระยะเวลาของวัยที่เหมาะสม
             2. การสร้างเสริมพฤติกรรมสังคมทางบวกให้กับเด็กปฐมวัย
             3. การสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กปฐมวัยค้านสังคม

แนวการประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

      การประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินเพื่อให้ทราบถึงสภาวะทางสังคมของเด็ก ว่าเป็นไปตามคุณลักษณะตามวัยหรือไม่ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาจัดประสบการณ์ให้เด็กได้พัฒนาไปตามวัย และการเตรียมพื้นฐานทักษะทางสังคมให้พร้อมที่จะเข้าสู่การเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป
      การประเมินพฤติกรรมด้านสังคม เป็นการประเมินที่ครอบคลุมตามขอบข่ายพฤติกรรมทางสังคม โดยมี -วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ประเมินที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงตามความเป็นจริง ข้อมูลที่ได้จะนำมาประกอบการตัดสินใจในการสร้างเสริมด้านสังคมของเด็กต่อไป 

การประเมินพฤติกรรมความเป็นมิตร
        เด็กที่รู้จักตนเอง ยอมรับ และเข้าใจตนเองทั้งทางอารมณ์-จิตใจ ลักษณะความเป็นอยู่ รับรู้ถึงความสามารถ ของตน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เลี้ยงดู มีความสุขในสภาพแวดล้อม จะทำให้เด็กรู้สึกพอใจในตนเองและเชื่อมโยง ความรู้สึกดังกล่าวไปยังผู้อื่น ทำให้รู้จักเข้าใจและยอมรับผู้อื่น ตลอดจนการรู้จักที่จะเข้าถึงผู้อื่นในเชิงบวก ทำให้เกิด สัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน ลักษณะดังกล่าวคือความเป็นมิตร ในที่นี้จะเสนอประเด็นเกี่ยวกับการประเมินพฤติกรรม
            แมคอาฟี และลีออง (McAfee and Leong, 2011: 230) ระบุว่าความเป็นมิตรแสดงถึงลักษณะ -การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่สังเกตได้จากการเล่นของเด็กกับกลุ่มเพื่อนที่แสดงออกดังนี้
            1. มีการสื่อสารที่ชัดเจนและเข้าใจกัน
            2. มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันด้วยการใช้คำถาม
            3. มีการตั้งจุดมุ่งหมายที่มั่นคงในการสร้างความสัมพันธ์
            4. มีการเจรจาอย่างประนีประนอมเมื่อมีความขัดแย้งกัน
            5. แสดงถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นไปในทางบวก
            6. แสดงการแบ่งปันความรู้สึกภายในของตน และห่วงใยความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง
การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ และสังคมในเด็กปฐมวัย

        เด็กจะมีความสุขและรู้จักรับมือกับปัญหาง่าย ๆ ได้ดีขึ้น เมื่อพวกเขาเรียนรู้ที่จะจัดการอารมณ์ของตนเองได้ เมื่อเด็กไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ เค้าก็จะแสดงออกถึงอารมณ์ที่รุนแรง จากความคับข้องใจ ความโกรธ หรือความผิดหวัง เด็กมักจะแสดงอารมณ์เหล่านี้ผ่านพฤติกรรม ที่เราพบเห็นกันทั่วไปได้ เช่น เมื่อต้องการอะไรแล้วไม่ได้ดังใจ ก็จะร้องหรือกรีดเสียงออกมาดัง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ และให้ผู้ใหญ่เข้าใจว่า ฉันไม่พอใจ หรือถ้าฉันไม่ได้ดั่งใจก็จะแสดงพฤติกรรมนั้นออกมา วันนี้ครูแหม่มจะมาแชร์ประสบการณ์ที่ได้พบเจอในชั้นเรียน กับเด็กที่ยังไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ พอเพื่อนทำอะไรไม่ถูกใจ ก็ใช้มือตีเพื่อนเลย หรือที่เรียกว่า การทำไปตามอำเภอใจโดยใช้กำลัง และครูแหม่มก็มี หลักการง่าย ๆ ที่จะช่วยฝึก พัฒนาการทางด้านอารมณ์ และสังคม ให้เด็ก ๆ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

          ในฐานะผู้ปกครอง หรือผู้ที่ใกล้ชิด เราต้องหมั่นเป็นสังเกต เมื่อเห็นท่าที หรือสีหน้าเด็กแสดงออกถึงความวิตกกังวล รู้สึกหนักใจ แต่ไม่สามารถอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ ควรให้เวลาและพูดคุยกับเด็กแบบเป็นกันเอง ค่อย ๆ พูดเหมือนคุยเล่นปกติไม่คาดคั้น หรือทำน้ำเสียงดุจนเกินไป เพราะเด็กอาจกลัวจนไม่กล้าบอก ในบางครั้งก็ยากที่เราจะรู้ได้ว่าจริง ๆ แล้วเมื่อเด็กเค้าอยู่ในสังคมใหญ่ เค้ากำลังเผชิญกับปัญหาอะไรบ้าง ครูแหม่มแนะนำค่ะว่า เมื่อเด็กกลับจากโรงเรียน อย่างน้อยก็ควรถามเด็กว่า วันนี้ที่โรงเรียนเป็นอย่างไร? มีเหตุการณ์อะไรที่หนูชอบหรือไม่ชอบ มาเล่าให้ฟังหน่อย การที่เด็กบอกเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่ดีและไม่ดีให้เราฟัง ทำให้เราอธิบายข้อดีข้อเสียของเรื่องนั้น ๆ ให้เด็กได้เรียนรู้ และซึมซับไปทีละน้อย จะทำให้เด็กพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้มากอีกด้วยค่ะ ผู้ปกครองสามารถส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับอารมณ์ผ่านกิจกรรมศิลปะ

การพัฒนาอารมณ์เพื่อให้เด็กอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม

ในการสร้างเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ ของเด็ก ๆ อย่างแรกเลยเริ่มได้จากที่บ้านก่อน คือ

          ผู้ปกครองทำเป็นแบบอย่าง

 ใช้พฤติกรรมของตัวเองชี้นำเด็ก เพราะเด็กอยู่ใกล้ชิดเราอยู่กับเราตั้งแต่แรกเกิด เด็กจะคอยสังเกตและเลียนแบบพฤติกรรมจากผู้ใหญ่หรือผู้ที่ใกล้ชิด การที่เราแสดงออกในสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็จะทำให้เด็กซึมซับพฤติกรรมเหล่านี้ไปใช้ในที่อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

          กิจกรรม ยับยั้งชั่งใจ

          สามารถทำได้ง่าย ๆ คือ การนำขนมเด็ก ๆ ชอบ มาวางไว้บนโต๊ะ 1 ชิ้น จากนั้นสร้างข้อตกลงกับเด็กว่า ให้เด็กนั่งรอห้ามหยิบจับขนมที่วางอยู่ตรงหน้า ให้รอสัญญาณเท่านั้นถึงจะหยิบจับและรับประทานได้ โดยที่ผู้ปกครองหรือครูจะไม่อยู่ในพื้นที่นั้น เพื่อดูว่าเด็กสามารถควบคุมตัวเองได้หรือไม่ ถ้าเด็กควบคุมตัวเองได้ ก็จะนั่งรอจนกว่าจะได้รับคำสั่งหรือสัญญาณ แต่ถ้าเด็กคนไหนควบคุมตัวเองไม่ได้ ก็จะมีการแอบหยิบจับขนมเอามาดมมาดู ซึ่งอยู่นอกเงื่อนไข กิจกรรมนี้ครูแหม่มเคยลองทำแล้วสนุกมากค่ะ เป็นอีกวิธีในการสร้างการควบคุมตนเองได้ดีสำหรับเด็ก

          รู้และปฏิบัติตามกฏระเบียบของการอยู่ร่วมกัน

          เข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง มองโลกในแง่ดี รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รับฟังผู้อื่นอย่างมีเหตุผล รับรู้ถึงความต้องการของคนอื่น และที่สำคัญรู้จักมารยาททางสังคม เช่น เมื่อทำผิดรู้จักกล่าวคำขอโทษ ซึ่งถือเป็นการแสดงออกถึงการรับผิดชอบในการกระทำของตนเองเมื่อรู้สึกผิด

          การรับรู้ทางสังคม

          การรู้จักเคารพสิทธิผู้อื่น เช่นเดียวกันกับที่ผู้อื่นควรเคารพสิทธิของเรา อาจยกตัวอย่างให้เด็กเข้าใจง่าย ๆ เช่น ถ้าเราจะยืมสี หรือดินสอของคนอื่น เราควรขออนุญาต เมื่อเขาอนุญาตเราจึงหยิบไปใช้ได้ และหากเจ้าของไม่อนุญาตก็ไม่ควรหยิบมาใช้ เพราะมีเหตุการณ์ที่ครูแหม่มพบเจอบ่อย ๆ คือ เมื่อไม่ได้รับอนุญาตแล้วหยิบไปใช้ หรือใช้แล้วไม่คืน อาจทำให้เด็กทะเลาะและลงไม้ลงมือกันได้ค่ะ

          การส่งเสริมให้เด็กมีความภูมิใจในตัวเอง

          มีความเชื่อมั่น เห็นคุณค่าในตนเอง การให้คำชมเชยเด็กเมื่อเด็กทำสิ่งต่าง ๆ สำเร็จด้วยความพยายาม และเราจะต้องไม่คาดหวังว่าจะต้องดีที่สุด รวมทั้งสอนให้เด็กรู้จักชื่นชมความสำเร็จของผู้อื่นด้วย

ตัวหนังสือสีแดง (เพิ่มเติม)

อ้างอิง
        Krumam. (2566). การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ และสังคมในเด็กปฐมวัย. เข้าถึงได้จาก :                                  https://shorturl.asia/CDvic.

การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์ - จิตใจ


 การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์ - จิตใจ

ความสำคัญของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรม ด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย
        ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์ - จิตใจของเด็กปฐมวัย เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมการแสดงออกที่ชี้บ่งถึงความรู้สึกและความต้องการภายในด้วยวิธีการที่หลากหลาย ทำให้ทราบถึงสภาวะทางอารมณ์ของเด็ก เพื่อตัดสินใจในการเข้าไปช่วยเหลือ สร้างเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์-จิตใจที่เหมาะสมต่อไป

ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

        การประเมินพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์ - จิตใจ หมายถึง การเก็บรวมรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแสดงออกที่ชี้บ่งถึงความรู้สึก ความต้องการภายในที่เด็กสื่อสารออกมา ทำให้ทราบถึงสภาวะทางอารมณ์ของเด็ก เพื่อผู้อบรมเลี้ยงดูจะนำข้อมูลไปสู่การตัดสินใจสร้างเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อไป ส่วนการสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์-จิตใจ เป็นการนำข้อมูลจากการประเมินมาสู่การจัดให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่เหมาะสม และสนับสนุนพฤติกรรมที่เหมาะสมอยู่แล้วให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ดังนั้นการประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจจึงมีความสำคัญที่ทำให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาวะทางอารมณ์ - จิตใจและเป็นข้อมูลเพื่อนำไปสู่การสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม อันจะส่งผลต่อ บุคลิกภาพและพัฒนาการโดยรวมของเด็ก

ขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

          เด็กที่มีพัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจ สังคม จะเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดี ผ่อนคลายไม่เครียด มีจิตใจที่สงบและเป็นสุขโดยร่างกายจะผลิตสารเคมีในสมองที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เด็กควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่ช่วยลดความเครียด พัฒนาให้เด็กได้รับรู้ความรู้สึกของตนเองและรับรู้การแสดงอารมณ์ของผู้อื่นได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งเป็นความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ความต้องการของผู้อื่น มีความเมตตาพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเกิดความชัดแย้งสามารถจัดการและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช้ความรุนแรง (พัชรี ผลโยธิน 2549: 11-6) ในเรื่องนี้จะขอเสนอขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์ จิตใจของเด็กปฐมวัยใน 2 ส่วน คือ ขอบข่ายตามทัศนะของนักวิชาการ และชอบข่ายตามจุดหมายการพัฒนาเด็กของหน่วยงาน

การประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

         การประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
          การรับรู้อารมณ์ตนเองเป็นการเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของตนที่ตรงกับสถานการณ์ต่างๆ และแสดงออกด้วยสีหน้า ท่าทาง และการกระทำ เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจถึงความรู้สึกนั้นๆ จากนั้นจะพัฒนาไปสู่การรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นโดยรับรู้ว่าการกระทำของคนหนึ่งมีผลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของผู้อื่น ทั้งนี้การับรู้อารมณ์ตนเองจะเกิดขึ้นก่อนการรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นตามวัยและประสบการณ์ที่เด็กได้รับ การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองจะทำให้เด็กรู้จักตนเอง รู้จักการแสดงออกเมื่อมีความรู้สึกต่างๆ การควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และนำไปสู่การเป็นผู้มีสุขภาพจิตที่ดี อันเป็นพื้นฐานของการพัฒนาความเป็นตัวตนของเด็ก และการสร้างสัมพันธภาพกับ ผู้อื่นและสิ่งต่างๆ รอบตัว การประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ตนเองและผู้อื่นมีประเด็นที่เกี่ยวข้อง

การประเมินพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์

        เด็กปฐมวัยจะเริ่มพัฒนาความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ เมื่อเด็กสามารถรับรู้อารมณ์ของตนเองและผู้อื่น และเข้าใจว่าการแสดงพฤติกรรมของตนและเหตุการณ์ต่างๆ จะมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น การเลือกแสดงพฤติกรรมอย่างเหมาะสมจะช่วยให้เด็กเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น อันจะส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคมของเด็กต่อไป สำหรับการประเมินพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ในที่นี้เกี่ยวข้องกับประเด็ดดังนี้ 1) ลักษณะพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ 2) ขอบข่ายการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ที่เหมาะสม 3 เครื่องมือการประเมินพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ และ 4) ปัญหาการประเมินพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัย

ลักษณะพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์

        การแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ (Jalongo and isenberg, 2008: 358) ซึ่งมีลักษณะดังนี้
          1. การแสดงออกเมื่อรู้สึกโกรธหรือวุ่นวายใจอย่างเหมาะสม
          2. การแสดงความสนใจต่อผู้อื่นนอกเหนือจากตัวเอง
          3. เจรจาหรือปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างประนีประนอม
          4. แสดงออกเมื่อรู้สึกยินดีกับผู้อื่น
          5. มีการสื่อสารทางอารมณ์อย่างเหมาะสม 

การประเมินพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัย

        พัฒนาการทางจริยธรรมคุณธรรมของเด็กปฐมวัยจะมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางอารมณ์และสติปัญญาเด็กปฐมวัยอยู่ในช่วงวัยที่ยังไม่มีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลในระดับสูงมาตัดสินความดีความถูกต้องต่างๆ แต่จะค่อยเรียนรู้จากการเข้าใจถึงการปฏิบัติในสิ่งที่ดีและเหมาะสมจากการรับรู้อารมณ์ของตนและผู้อื่น การแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ การอบรม การดูตัวอย่าง การบอกว่าดี ไม่ดี ถูก. ผิด จากการบอกและการปฏิบัติให้ดูพร้อม กับการให้คำอธิบายจากผู้ใหญ่ การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ
              การประเมินพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัยครอบคลุมในประเด็นต่อไปนี้คือ 
    1) ลักษณะพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมข่องเด็กปฐมวัย 
    2) ชอบข่ายของพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัย 
    3) เครื่องมือประเมินพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัย 
    4) ปัญหาการประเมินพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย 

        คุณลักษณะคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัย มี 4 ด้าน (ขวัญฟ้า รังสิยานนท์ 2555: 29-31) ซึ่งใน 4 ด้านประกอบด้วย คุณลักษณะที่สัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ คือ

         1. ด้านกาย คือการดูแลตนเองและมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางวัตถุโดยไม่เบียดเบียนตนและ สิ่งแวดล้อมรอบตัว
         2. ด้านสังคม คือการมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคมโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น
         3. ด้านจิตใจ คือการมีสมรรถภาพทางจิตดี มีสุขภาพจิตดี และมีคุณภาพจิตดี
         4. ด้านปัญญา คือการมีความรู้ความเข้าใจในเหตุผล เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการทำสิ่งดีและคิดแก้ปัญหาได้

การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

        หลักการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
            1. การตอบสนองความต้องการของเด็กวัยแรกเกิด-5 ปี ในแต่ละช่วงอายุอย่างเหมาะสม การได้รับการตอบสนองเมื่อต้องกระทำให้รู้สึกมีความสุข พึงพอใจ เป็นการสร้างอารมณ์ทางบวกให้เกิดขึ้น และรู้สึกดีต่อโลกโดยรอบ
            2. การเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเด็กการแสดงออกทางอารมณ์ในลักษณะที่เหมาะสมและแสดงออกในทางบวกของผู้อบรมเลียงดูในสถานการณ์ต่างๆ จะเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก และเป็นการสร้างอารมณ์ทางบวกให้เด็ก
            3. การแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่ตอบโต้ปฏิกิริยาของเด็กทุกครั้งที่เด็กแสดงพฤติกรรม เพื่อให้เด็กได้รู้ถึงผลการกระทำจะสอนให้เด็กรับรู้ถึงอารมณ์พื้นฐานต่างๆ การแสดงออกทางอารมณ์และผลของการแสดงอารมณ์ของตนและผลที่เกิดกับผู้อื่น
            4. การปฏิบัติกับเด็กอย่างสม่ำเสมอคงเส้นคงวาต่อการแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ของเด็ก จะทำให้เด็ก รับรู้และเข้าใจความหมายของอารมณ์และผลที่เกิดต่อตนเองและผู้อื่น 

การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัย

          การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมในเด็กปฐมวัย เป็นการให้เด็กรู้จักเรื่องความถูก ผิด ตามมาตรฐานของสังคม การปฏิบัติตนตามค่านิยมในเรื่องความดี มารยาท และสิ่งที่ควรปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันเพื่อความ สุข สำหรับการสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของการพัฒนาทางด้านจิตใจ ที่สุมน อมรวิวัฒน์ (2550: 26-27) ให้แนวคิดว่า การพัฒนาคนเริ่มต้นที่การพัฒนากายและจิตไปพร้อมกัน สำหรับการพัฒนาจิตใจต้องใช้กระบวนการอบรมเลี้ยงดู กระบวนการการศึกษา กระบวนการทางวัฒนธรรมและศาสนาไปพร้อมกันอย่างผสมกลมกลืน วัยทองของการพัฒนาทางจิตใจต้องเริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิถึง ปี และต่อเนื่องไปตลอด โดยมีลักษณะการซึมชับ ค่อยเป็นค่อยไป โดยการเรียนรู้แบบอย่างจากการฝึกฝนตนเอง จากการกระทำและวิเคราะห์ผลของการกระทำ และ พัฒนาให้เป็นคนเก่งคนดีได้ จากความเห็นดังกล่าวแสดงถึงการให้ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรม ให้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิดต่อเนื่องไปผ่านกระบวนการอบรมเลี้ยงดู และการฝึกปฏิบัติจากครอบครัว สถาน พัฒนาเด็ก สังคมควบคู่กันไป โดยให้เด็กได้ดูแบบอย่าง และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

          โดยทั่วไปการประเมินพัฒนาการเด็กปรมวัยจะประเมินโดยใช้วิธีการและเครื่องมือที่สัมพันธ์กัน ดังนี้คือ 
    1) การสังเกตโดยใช้แบบสังเกตชนิดต่างๆ 
    2) การสนทนาโดยใช้แบบบันทึกการสนทนาหรือแบบบันทึกคำพูด 
    3) การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสัมภาษณ์ทั้งแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง 
    4) การรวบรวมผลงานที่แสดงถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการของเด็ก โดยรวบรวมไว้ในแฟ้มสะสมงาน 
    5) การประเมินการเจริญเติบโตโดยใช้เครื่องมือวัดที่ตรง กับสิ่งที่จะวัด (กระทรวงศึกษาธิการ 2548) 
        ส่วนการประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัยที่นิยมใช้มาก คือ การประเมินด้วยวิธีการสังเกตจากผู้ประเมินที่ใกล้ชิดและรู้จักเด็กเป็นอย่างดี คือ พ่อแม่ ครู และผู้ดูแลเด็ก ในที่นี้จะเสนอเกี่ยวกับวิธีการสังเกตพฤติกรรมและเครื่องมือที่ใช้ในการสังเกตพฤติกรรม 

วิธีการส่งเสริมทักษะอารมณ์เด็กปฐมวัย

          1. การสงเสริมทักษะดานการตระหนักรูในตัวเอง (Self-awareness) ควรทำความเข้าใจความสามารถของเด็ก ส่งเสริมทักษะให้เด็กปฐมวัยมีการแสดงออก ทางอารมณ์อย่างเหมาะสม พัฒนาทักษะการเขาสังคม และการรูจักควบคุมพฤติกรรมของตนเองให้ เด็กเติบโตอยางมีความมั่นคงทางจิตใจ ฝึกให้เด็กปฐมวัยสะท้อนตัวเองผ่านการเรียนรู้จากกิจกรรมต่างๆ ฝึกทักษะให้เด็กปฐมวัยทำสมาธิกอนเริ่มกิจกรรมต่าง ๆ ฝึกทักษะการสะท้อนความคิด      ส่งเสริมทักษะให้เด็กปฐมวัย การทำความรูจักและเข้าใจตนเองในด้านขอดี ความสามารถ และอารมณ์เด็กปฐมวัยได้อย่างถูกต้อง เช่น การใหเด็กช่วยเหลือตนเองและปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ด้วยตนเอง รับผิดชอบงานบ้านง่ายๆ ช่วยเหลือบุคคลในครอบครัวตามความสามารถ รวมทั้งให้ เด็กไดสื่อสาร  อารมณ์ของตนเองผ่านการทำงานศิลปะ จัดกิจกรรมใหเด็กรับรู้ภาวะอารมณ์ของตนเอง จัดกิจกรรมใหเด็กรู้ถึงสิ่งที่คิดและรู้สึก ในปัจจุบันของตนเอง การสังเกตทุกสิ่งรอบตัว จากความคิด จากคำพูดที่ใช้ ภาพลักษณที่สื่อ เป็นการรู้ถึงความคิด ตลอดจนผลกระทบที่มีตอคำพูด และการกระทำ ควรสร้างความเชื่อมั่นและการให้กำลังใจเด็กปฐมวัย และใช้เครื่องมือจากคำถามครูในการจัดการอารมณ์
          2. การสงเสริมทักษะดานการรูจักบริหารจัดการอารมณ์ (Self-management) ควรมีการจัดกิจกรรมเสริมทักษะความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของตนเองที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ ให้กับเด็ก รวมไปถึงสามารถจัดการความเครียดควบคุมและจูงใจ ฝึกทักษะการจัดการอารมณ์เชิงลบของตนเองให้แก่เด็ก และใหเด็กแสดงออกต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม จัดกิจกรรมการควบคุมอารมณ์ตัวเองใหกับเด็ก ให้รู้จักรอคอย ไม่หมกมุ่นแต่การเล่น เวลาโกรธไม่ใช้กำลัง ใช้การชี้แจงเหตุผล ใส่ใจและเขาใจอารมณ์ผู้อื่น รับฟัง ฝึกทักษะให้เด็กรูจักชวยเหลือ รู้จักปรับใจ อารมณ์เสีย น้อยใจ โกรธ ผิดหวัง ไม่เอาแต่เรียกรองสิ่งที่ ต้องการหรือครํ่าครวญ รื่นเริงเบิกบานอยูคนเดียว ฝึกให้เด็กรู้จักหาสิ่งเพลิดเพลินทำ รู้จักทำสิ่งที่ผ่อนคลายอารมณ์ อารมณ์ขัน แจมใส ยิ้มง่าย เล่นสนุกได้ไม่โกรธง่าย ๆ

ตัวอย่างกิจกรรมในการส่งเสริมทักษะอารมณ์

         การเล่นบทบาทสมมติ 
          เด็กในวัยปฐมวัยเป็นวัยที่ชอบแสดงออกทางความรู้สึก กิจกรรมบทบาทสมมติเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กได้แสดงออกทางด้านอารมณ์ตนเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งคุณครูหรือผู้ปกครองสามารถสอนให้เด็กแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ออกมาจาก การแสดงผ่านตัวละครนั้น เช่น ดีใจ เสียใจ ร้องไห้ มีความสุข ทุกข์ใจ ฯลฯ โดยสอนให้เด็ก ๆ รู้ว่าเมื่อเกิดความรู้สึกเหล่านั้นจะมีพฤติกรรมอะไรตามมา ซึ่งเป็นการสอนเด็กในการเรียนรู้อารมณ์ของตัวเองได้
         การทำงานศิลปะ
          การจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้แสดงออกทางความคิดโดยผ่านบรรยากาศการจัดกิจกรรมที่เด็ก ๆ มีความสุขและสนุกสนาน มีอิสระในการเลือกทำกิจกรรมด้วยตัวเอง การเลือกจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับเด็กนอกจากจะช่วยสร้างจินตนาการ พัฒนาความคิดแล้ว ยังช่วยให้คุณครูและผู้ปกครองสามารถรับรู้ความรู้สึกและสภาวะอารมณ์ของเด็กแต่ละคน
         การฟังนิทาน
          ช่วยให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ดี มีความสุข ในขณะที่เด็กฟังนิทานและเนื้อหาในนิทานส่วนใหญ่จะมีการสอดแทรกคติธรรม ช่วยส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และยังทำให้เด็กมีสมาธิยาวนานขึ้น จากการตั้งใจในการฟังนิทาน ทำให้เกิดการคิด จินตนาการ มีความกล้าแสดงออก

ตัวหนังสือสีแดง (เพิ่มเติม)




อ้างอิง

       มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2557. การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กปฐมวัย. จาก About                
                https://www.stou.ac.th/offices/oes/upload
         การส่งเสริมทักษะอารมณ์ในเด็กปฐมวัย. https://shorturl.asia/CDvic

การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย

 

การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย


ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย

            การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยมีความสำคัญในการช่วยให้เข้าใจลักษณะ พฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายตามวัยและความก้าวหน้าของพฤติกรรมในแต่ละช่วงเวลา ช่วยให้สามารถวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลต่อเด็กได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ช่วยให้สามารถระบุเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษได้ รวมตลอดถึงการช่วยให้มีข้อมูลที่จะรายงานและสื่อสารให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ

ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย 

            การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง การพัฒนาให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อ ส่วนต่างๆ ของร่างกายในการเคลื่อนไหวและทำสิ่งใหม่ๆ รวมทั้งปรับปรุงการกระทำที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น การสร้าง เสริมพฤติกรรมด้านร่างกายจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การใช้อวัยวะเคลื่อนไหวร่างกายในการทำสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างจากเดิม ช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะการใช้อวัยวะเคลื่อนไหวร่างกายให้มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมทั้งช่วยเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

        หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี กำหนดคุณลักษณะคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ด้านร่างกาย ประกอบด้วย 2 มาตรฐาน ดังนี้
          มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี
          มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และประสานสัมพันธ์กัน

การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี 

        1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน
        2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง
        3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี มีการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่างๆ และกิจวัตรประจำวัน การบันทึกพฤติกรรม การสนทนา การสัมภาษณ์เด็กและผู้ใกล้ชิด และการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก
        4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้าระวัง และส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรือของหน่วยงานอื่น
        5. นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาจัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และ มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย

การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3 - 6 ปี

        1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ
        2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน
        3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดปี
        4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวัน ด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ
        5. สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก
          สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3 - 6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึก พฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ

การประเมินพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัย

        การประเมินพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ที่สำคัญมี 2 วิธี คือ การสังเกตพฤติกรรม ซึ่งอาจ เป็นการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมที่สังเกตลงในแบบบันทึกข้อมูลที่มีหลากหลายรูปแบบ หรืออาจเป็นการสังเกต ประกอบการใช้เครื่องมือที่เป็นแบบสังเกตพฤติกรรมทั้งที่เป็นแบบสำรวจรายการ และแบบมาตรประมาณค่า และการ ใช้แบบทดสอบ ซึ่งมีทั้งแบบทดสอบที่ทำขึ้นมาเอง และแบบทดสอบมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ในการประเมินพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยไม่ควรใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่ต้องใช้หลายวิธีและเครื่องมือหลายชนิดเพื่อให้ แน่ใจว่าได้ข้อมูลที่เป็นตัวแทนความสามารถที่แท้จริงของเด็ก

การประเมินพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็ก การประสานสัมพันธ์ และสุขนิสัยของเด็กปฐมวัย

        การประเมินพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก การประสานสัมพันธ์ และสุขนิสัยของเด็กปฐมวัย ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมี 2 วิธี คือ 1) การสังเกตพฤติกรรม ซึ่งอาจเป็นการสังเกตโดยไม่มีการจดบันทึก เพื่อดูว่าเด็กมีพฤติกรรมสมวัยหรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีการที่พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนมากใช้ และการสังเกตแล้วจดบันทึกโดย บรรยายรายละเอียดของพฤติกรรมที่สังเกตลงในแบบบันทึกที่มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเป็นวิธีที่ครูและผู้ดูแลเด็ก ส่วนมากเลือกใช้ หรืออาจเป็นการสังเกตประกอบการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า แบบสังเกตพฤติกรรม ที่มีทั้งชนิดที่เป็น แบบสำรวจรายการ และแบบมาตรประมาณค่า และ 2) การใช้แบบทดสอบ ซึ่งมีทั้งแบบทดสอบที่ทำขึ้นมาเอง และแบบทดสอบมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูและผู้ดูแลเด็กต้องตระหนักอยู่เสมอว่าการประเมิน พฤติกรรมเด็กต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลายเพื่อเก็บข้อมูลในหลากหลายสถานการณ์ ทั้งที่เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่เป็นธรรมชาติ และในสถานการณ์ที่สร้างขึ้น ก่อนที่จะสรุปผลการประเมินพฤติกรรมเด็ก

การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กตั้งแต่แรกเกิด-3 ปี

        เด็กในช่วงวัยทารกที่อยู่ในระยะแรกเกิด-1 ปี เป็นช่วงที่พ่อแม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในเรื่องของ ความปลอดภัย เพราะเด็กยังเล็กมากและช่วยตัวเองไม่ได้ นอกจากการอบรมเลี้ยงดูเพื่อสนองความต้องการของเด็ก ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองยังสามารถช่วยสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ให้เด็ก ได้อย่างเป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับวัย ด้วยการให้เด็กได้เคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อใหญ่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2553; พรใจ สารยศ 2548: 36-41; กรมสุขภาพจิต 2556)

การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัย 3-6 ปี

        เด็กในช่วงวัยนี้สามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่เคลื่อนไหวร่างกายได้หลากหลายลักษณะอย่างคล่องแคล่ว เช่น การเดิน วิ่ง กระโดด ถีบจักรยาน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เด็กวัยนี้ยังคงเรียนรู้จากการกระทำ การลองผิดลองถูกผ่าน กิจกรรมต่างๆ ที่ครูและผู้ดูแลเด็กจัดให้ ซึ่งมีทั้งกิจกรรมประจำวันและกิจวัตรประจำวัน การให้เด็กทำกิจกรรมต่างๆ ควรเกิดจากความต้องการของเด็ก โดยไม่มีการบังคับฝืนใจ และด้วยวัยที่สามารถทำอะไรหลายอย่างได้ด้วยตนเอง เด็กจึงอยู่ในช่วงวัยของการเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง และเริ่มเป็นตัวของตัวเอง ทำให้บางครั้งไม่ยอมทำตามที่ผู้ใหญ่บอก โดยอ้างเหตุผลนานัปการ ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องใจเย็นใช้วิธีจูงใจ กระตุ้นเร้าให้เด็กสนใจที่จะทำด้วยการพูดจาหว่านล้อม ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างควรยอมรับให้อภัย ยินดีช่วยเหลือ เอาใจใส่ และเป็นที่พึ่งให้แก่เด็ก นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ต้องเข้าใจเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก โดยไม่เปรียบเทียบระหว่างเด็กแต่ละคนอันอาจส่งผลให้เด็กมีปมด้อยและปมเรื่องได้ จากความแตกต่างที่ปรากฏ ผู้ใหญ่ต้องคิดหาวิธีแปลกใหม่ที่จะช่วยสร้างเสริมพฤติกรรมที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน เด็กในช่วงวัย 3-6 ปี ใช้เวลาอยู่ กับครอบครัวและโรงเรียนหรือสถานพัฒนาเด็กพอๆ กัน แนวทางการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ที่ จะยกตัวอย่างต่อไปนี้ พ่อแม่ผู้ปกครอง และครูผู้ดูแลเด็ก และบุคลากรที่เกี่ยวข้องอื่นๆ สามารถปรับใช้ได้ (สำนักงาน คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2539: 9-15; สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2552ก, 2552ข; พรใจ สารยศ 2548: 36-41, กรมสุขภาพจิต 2556) 

การสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ของเด็กวัยแรกเกิด-3 ปี

         พฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยพัฒนาช้ากว่ากล้ามเนื้อใหญ่โดย เฉพาะในระยะแรกเกิด การกำมือซึ่งเป็นปฏิกิริยาสะท้อนอันเนื่องมาจากการทำงานของประสาทอัตโนมัติมากกว่าการ ทำด้วยความตั้งใจ หรือมีจุดมุ่งหมายแต่ประการใด การช่วยให้เด็กฝึกใช้กล้ามเนื้อเล็กต้องทำด้วยความระมัดระวัง สังเกตเฝ้ามอง และเอาใจใส่ใกล้ชิดเพื่อกระตุ้นให้เด็กฝึกใช้มือกำ หยิบจับสิ่งของเครื่องใช้ที่มีขนาดเหมาะกับมือของ เด็ก รวมถึงการฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันที่เหมาะสมกับวัย ในช่วงวัยนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้น เป็นตัวแบบให้เด็กทำตามตัวอย่าง รวมทั้งการจัดหาของเล่นที่มีขนาดเหมาะสมเพื่อกระตุ้นให้เด็ก ใช้มือหยิบจับสิ่งของต่างๆ ดังตัวอย่าง (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2539: 16-18; สำนักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา 2553)

การสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยอายุ 3-6 ปี

          เด็กในช่วงวัยนี้ส่วนมากพ่อแม่ผู้ปกครองส่งให้เข้าเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กของหมู่บ้าน หรือโรงเรียนแล้ว ดังนั้น ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ของเด็กวัยนี้ จึงเป็นทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง และครูผู้ดูแลเด็ก ซึ่งอาจมีแนวทางในการสร้างเสริมพฤติกรรมที่เหมือนกัน หรืออาจ แตกต่างกันไปบ้าง พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจัดหาอุปกรณ์ สิ่งของที่มีอยู่ในบ้าน หรือให้เด็กฝึกทำกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่ง ของการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อฝึกการใช้ข้อมือ มือ และนิ้วมือ

แนวทางการจัดกิจกรรม ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย สำหรับเด็กปฐมวัย
         พัฒนาการทางด้านร่างกายสำหรับเด็กปฐมวัย คือการเจริญเติบโตทางด้านต่าง ๆ ของร่างกาย และการพัฒนาทักษะทางกายภาพ ให้มีความสามารถในการเคลื่อนไหว การรักษาความสมดุลของร่างกาย และการควบคุมการทรงตัวได้ดี รวมถึงช่วยประสานสัมพันธ์ของร่างกาย ให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างทะมัดทะแมงอีกด้วย ซึ่งการพัฒนาการทางร่างกายแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
          1. การเจริญเติบโตของร่างกาย คือการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก และส่วนสูงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมวลกล้ามเนื้อ มวลกระดูก และระบบข้อต่อต่าง ๆ จะมีความแข็งแรงมากขึ้น
          2. การพัฒนาทักษะทางกายภาพ คือการพัฒนาการเคลื่อนไหวของเด็ก ๆ ที่สามารถควบคุมร่างกาย ให้ทำกิจกรรมที่ซับซ้อนและยากขึ้นได้อย่างคล่องแคล่ว โดยพัฒนาการของการเคลื่อนไหวต้องขึ้นอยู่กับ รูปร่างและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วย

องค์ประกอบหลักในการทำงานของร่างกาย

          กล้ามเนื้อมัดใหญ่ คือกล้ามเนื้อบริเวณ แขน ขา ลำตัว รวมไปถึงความสัมพันธ์ของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่สามารถทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว เช่น การวิ่ง การเดิน การทรงตัว การออกกำลังกาย และการเล่นกีฬาต่าง ๆ เป็นต้น
          กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อบริเวณข้อมือจนถึงปลายนิ้วมือ ทำหน้าที่ในการกด นวด ขยำ หยิบ จับ สิ่งของต่าง ๆ เช่น การจับดินสอ การปั้น การเล่นเปียโน การดีดกีต้าร์ และกล้ามเนื้อบริเวณตาใช้ในการกลอกตาไปมา ช่วยให้ลูกตาเคลื่อนที่เห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อีกด้วยค่ะ
          การประสานงานของระบบประสาทกับกล้ามเนื้อในการทำงาน คือระบบประสาทส่วนกลางทำหน้าที่ ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแขน ขา ลำตัว และกล้ามเนื้อการหายใจ ทำให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างสัมพันธ์กัน เช่น การวาดภาพ การระบายสี การฝึกเขียน การล้างหน้าแปรงฟัน การผูกเชือกรองเท้า การยิงประตูฟุตบอล เป็นต้น

กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย

          ผู้ปกครองและคุณครูสามารถส่งเสริมและพัฒนากล้ามเนื้อ โดยหากิจกรรมเล่นกับเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็น การทรงตัว การเดิน การวิ่ง การกระโดด การคลาน การนอน การเอียงตัว ฯลฯ เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น และยังช่วยเสริมสร้างการประสานงานของ ระบบประสาทส่วนกลางกับกล้ามเนื้อ ส่งผลให้มือ เท้า ตา เคลื่อนไหว สัมพันธ์กันค่ะ ซึ่งการทำกิจกรรมไม่จำเป็นต้องทำที่บ้านเท่านั้น แต่ผู้ปกครองอาจจะพาเด็ก ๆ ไปทำกิจกรรมวันหยุด นอกบ้านได้ค่ะ เพราะการเรียนรู้นอกบ้านเปรียบเสมือนห้องเรียนที่กว้างใหญ่ ให้เค้าได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รอบตัว มากมาย จะช่วยให้เด็กรู้จักการสังเกต การปรับตัวอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น และยังสร้างความทรงจำดี ๆ ได้อีกด้วยค่ะ ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ สามารถแบ่งเป็น

กิจกรรมการเล่น

          กิจกรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก ที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เช่น กิจกรรมเล่นปีนป่าย กิจกรรมวิ่งเล่นในสนาม กิจกรรมการเล่นว่าว กิจกรรมการเดินทรงตัวบนเส้นตรง กิจกรรมการเล่นต่อบล็อค
          - การเล่นบทบาทสมมติ (Role Playing) กิจกรรมสร้างสรรค์ สำหรับ เด็กปฐมวัย
          - เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กับเด็ก ๆ ด้วย กิจกรรมนักสำรวจรูปเรขาคณิต
          - ส่งเสริมทักษะการทรงตัวสำหรับเด็กปฐมวัย ด้วยกิจกรรมการยืนขาเดียวเก็บถุงทราย

กิจกรรมออกกำลังกายสำหรับเด็ก

          กิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ ที่เล่นได้ทั้งกลางแจ้งและในร่ม รวมถึงกิจกรรม การเล่นกีฬา เช่น การปั่นจักรยาน การเล่นฮูลาฮูป การวิ่งแข่ง การเล่นปิงปอง การเล่นแบดมินตัน กิจกรรมการโยนรับลูกบอล กิจกรรมโยนบอลเข้าตะกร้า
          - กิจกรรมการว่ายน้ำสำหรับเด็ก ตอนที่ 1 เตรียมตัวลูกก่อนไปว่ายน้ำ
          - กิจกรรมการว่ายน้ำสำหรับเด็ก ตอนที่ 2 สอนลูกว่ายน้ำด้วยทักษะพื้นฐาน
          - โยคะเด็ก กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพเด็กปฐมวัย
          - 6 ท่าออกกำลังกายที่พาลูกทำง่าย ๆ ได้ที่บ้าน
          - ICE BALL เกมทุบน้ำแข็ง กิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านร่างกาย
          - วิ่งแข่งเก็บบอลสี กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ สำหรับเด็กปฐมวัย
          - มินิกอล์ฟ กิจกรรมส่งเสริมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่

กิจกรรมการสร้างสรรค์สำหรับเด็ก

         กิจกรรมศิลปะและกิจกรรมการสร้างสรรค์
          กิจกรรมที่ส่งเสริมการแสดงออกทางความคิด ที่เด็กได้สำรวจและจัดทำกับวัตถุโดยตรง เด็กสามารถออกแบบ ตกแต่ง กับชิ้นงานได้อย่างอิสระ
          - ฉีก ตัด ปะ กิจกรรมฝึกกล้ามเนื้อมือ สำหรับเด็กปฐมวัย
          - การฉีก ตัด ปะ กิจกรรมศิลปะที่ส่งเสริมพัฒนาการและความคิดสร้างสรรค์
          - ประโยชน์ของการเล่นทราย และ วิธีทำทรายมหัศจรรย์ ด้วยตัวเองง่าย ๆ
          - กิจกรรมศิลปะการปั้นดินญี่ปุ่น สำหรับเด็กปฐมวัย
          - สวนสัตว์แป้งโด
          - โมบายกระดาษ กิจกรรมงานประดิษฐ์สำหรับเด็กปฐมวัย

กิจกรรมการเข้าจังหวะ

          กิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามจังหวะเสียงเพลง เสียงดนตรี โดยมีอารมณ์และความรู้สึกร่วมกับการเคลื่อนไหวนั้น ๆ ด้วย เช่น กิจกรรมเต้นแอโรบิค กิจกรรมเก้าอี้ดนตรี กิจกรรมเล่นงูกินหาง กิจกรรมมอญซ่อนผ้า และกิจกรรมการเต้นประกอบเพลงต่าง ๆ เป็นต้น
          แนวทางจัดกิจกรรมพัฒนาการด้านร่างกายสำหรับเด็กปฐมวัย ที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก รวมถึงกระดูก และข้อต่อต่าง ๆ ให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตสมวัย มีพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน (พัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา) อย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ผู้ปกครองและคุณครูควรปล่อยให้เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมอย่างอิสระ เรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างมีความสุข อย่างน้อยวันละ 40-50 นาที ควรเน้นกิจกรรมที่ใช้การทำงานระหว่างมือ เท้า และตา ให้สัมพันธ์กันเป็นส่วนมากนะคะ และหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแดด ที่มีระยะเวลาการเล่นนาน ๆ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเล่นแบบปะทะกัน เพื่อไม่ให้เกิดอันตราย เพราะกล้ามเนื้อ มวลกระดูก และข้อต่อของเด็ก ๆ เติบโตยังไม่เต็มที่ 


ตัวหนังสือสี แดง (เพิ่มเติม)

 


    อ้างอิง 
         อรุณี หรดาล. (ม.ป.ป.). การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็ก                        ปฐมวัย. คณะครุศาสตร์. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
          กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. 
                     กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
          Tungoh. (2562). แนวทางการจัดกิจกรรม ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย สำหรับเด็ก                        ปฐมวัย. เข้าถึงได้จาก :